
เป็นนักปฏิบัติธรรมบางครั้งเราก็มองอะไรละเอียดขึ้น เราเริ่มจะมองว่าแบบไหนควรแบบไหนไม่ควร และเริ่มจะมีมาตราฐานขึ้นมาตัดสิน แต่ที่ละเอียดนี้ส่วนนึงและส่วนมากเราจะมองหาจากผู้อื่น เพื่อตัดสินให้เขาเสียมากกว่า
และบ่อยครั้งที่การแสดงออกของเรานักปฏิบัติไม่เข้ากับธรรมะขั้นพื้นฐานที่เราควรจะมีเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด และพลาดกันบ่อยก็คงจะเป็นเรื่องคำพูด
เป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์ (หลวงตามอด) ให้สำคัญมากสำหรับการอยู่ด้วยกัน ท่านสอนไว้ว่า “อย่าพูดธรรมะกัน อย่าตักเตือนกัน ตอนหิว ตอนง่วง” เหตุเพราะว่าเวลานี้ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการตักเตือนกัน จะเห็นได้ว่าการอยู่ในวัดอาจารย์ท่านจะละเอียดเรื่องคำพูด เวลาที่พูด เป็นอย่างยิ่ง
คำพูดแม้เป็นประโยชน์ แต่หากไม่ถูกเวลา, บุคคล และสถานที่ ไม่ไพเราะ ที่สำคัญไม่ประกอบด้วยจิตเมตตา คำพูดนั้นก็หามีประโยชน์ไม่ ป่่วยกล่าวไปใยถึงคำไม่จริง ไม่ไพเราะ นอกเสียจากตั้งใจจะตัดขาดจากกัน บางครั้งลืมว่าจิตเราเป็นอย่างไร ลืมคิดไปอีกว่าหากเราเป็นคนฟัง ได้ยินคำแบบนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร คิดแล้วก็พูดไป ดีนะคนฟังมีธรรมะอยู่บ้าง ไม่เถียงกลับ หาไม่แล้วนักปฏิบัติธรรมก็จะเขม่นกัน
ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ใน วาจาสูตร เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๑๙๘ ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุภาษิตและเป็นวาจาไม่มีโทษ วิญญูชนไม่ติเตียนองค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
วาจานั้นย่อมเป็นวาจาที่กล่าวถูกกาล ๑
เป็นวาจาที่กล่าวเป็นสัจ ๑
เป็นวาจาที่กล่าวอ่อนหวาน ๑
เป็นวาจาที่กล่าวประกอบด้วยประโยชน์ ๑
เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต ๑
ดูกรภิกษุทั้ง-หลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล เป็นวาจาสุภาษิตไม่เป็นทุพภาษิต และเป็นวาจาไม่มีโทษ วิญญูชนไม่ติเตียน ฯ
หลวงพ่อชาก็เตือนลูกศิษย์ท่าน โดยเฉพาะคนที่คิดว่าว่าตัวเองเป็นอาจารย์ มีใจความว่าให้ระวังเรื่องการสอนผู้อื่นหากเค้าไม่ฟังเราแล้วเรายังมีจิตเสมออยู่หรือเปล่า เราเองก็หวังดีอยากสอนอยากตักเตือน แต่เมื่อเค้าไม่ฟังแล้วเราโกรธ เราน้อยใจ อย่างนี้ยังไม่ถูก
วิธีการตรัส(พูด) ของพระพุทธเจ้า จากพระไตรปิฎกที่น่าสนใจอีกบท
วิธีการตรัส(พูด) ของพระพุทเจ้า จากพระไตรปิฎกที่น่าสนใจอีกบท
“ดูกรราชกุมาร ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง วาจาที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น
ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย”

สาวกพระพุทธเจ้าล่ะพูดอย่างไรหนอ? ปฏิบัตธรรมด้วยกันมาสิบ-ยี่สิบปี หากยังมองตัวเองไม่ออกในข้อนี้ ก็น่าจะถึงเวลาตรวจสอบการปฏิบัติของตัวเราเองเสียหน่อย ความเป็นผู้ใหญ่วัดกันที่คำพูดได้เช่นกัน เพราะคำพูดแสดงวุฒิภาวะได้ชัดเจน หากไม่คิดให้รอบคอบก่อนพูด เกรงว่าความเป็นผู้ใหญ่จะเสีย จะกลายเป็น ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น เพราะมัวแต่มองเรื่องละเอียด เช่นนั่งสมาธิภาวนา รักษาอุโบสถศีล แต่ศีลข้อสี่ สัมมาวาจา เราปู้ยี่ปู้ยำเสียป่นปี้ แล้วอย่างนี้ สังสารวัฏทางต่ำจะไม่ยาวขี้นหรอกหรือ
หลวงอาคงฤทธิ์
เกือบสิบปีมาแล้วที่ออกจากวัดบึงแสนสุข ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านเกิด ตั้งแต่ออกจากวัดเราไปศึกษากับเพื่อนพระเณร ชาวต่างชาติ จนถึงเมื่อเวลาไปอยู่ต่างประเทศเวลาคิดถึงบ้าน จะรู้สึกคิดถึงวัดบึงแสนสุข คิดถึงอาจารย์ (หลวงตามอด)และญาติโยมที่เคยอุปภัมภ์ อุปัฏฐาก มากว่าที่อื่นๆ มีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่นานนัก จนถึงปลายปีที่แล้วมีโอกาสได้อยู่กับอาจารย์ ได้เห็นญาติโยม รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก
กลับมาคราวก่อนๆ มีคนทักว่านิสัยเหมือนฝรั่ง เท่าที่สังเกตุตัวเองก็รู้สึกว่าจริงนิสัยเปลี่ยนไป ความคิดความเห็นก็เปลี่ยนไป อาจจะเป็นเพราะอยู่กับชาวต่างชาตินาน มีโอกาสได้เห็นข้อดี และไม่ดีของทั้งสองวัฒนธรรม (ข้ออันนี้คงต้องเปิดใจกันนิดนึงว่าวัฒนธรรม ประเพณี ของแต่ประเทศมีทั้งส่วนดีและไม่ดี) อยากจะทราบก็เดินตามหลวงอามาก็แล้วกัน …เดินดีๆ ล่ะ!

การเดินทางที่หลวงอาจะพาเดินไป เริ่มจากหลวงอาเกิดสงสัยมากๆ ว่าฝรั่งนี่เก่งจริงๆ หรือ เพราะตั้งแต่เรียนในโรงเรียน ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็จะเอามาจากชาวต่างชาติ กาลิเลโอเอย ไอสไตส์เอย และอีกหลายๆ คน หลายๆ เรื่องจึงดูเหมือนพวกเค้าจะเก่งมากๆ การกล่าวอ้างอะไรต่างๆ แม้แต่การเปรียบเทียบ ก็จะได้ยินว่าสู้ฝรั่งได้ หรือไม่ได้ ใครเรียนมาจากต่างประเทศดูเหมือนว่าจะมีคุณภาพมากว่าคนที่เรียนเมืองไทย ความรู้สึกเป็นอย่างนั้น แม้กระทั้งเข้ามาบวชก็ยังได้ยินอีกว่า พระฝรั่ง เก่ง เคร่ง เอาจริงเอาจัง
ความสงสัยนี้ถามใครคงไม่หาย และคงเพราะเป็นศิษย์หลวงตามอด คำสอนอีกข้อที่จำได้ก็คือ “อยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ” ความหมายก็คืออยากรู้อะไรก็ให้เข้าไปในที่นั้น อย่าไปกลัว แต่ก็ต้องระวังแม่เสือกัด ก็เลยตัดสินใจเข้าไปขออยู่วัดป่านานาชาติ ซึ่งสมัยนั้นพระอาจารย์ชยสาโร (ชาวอังกฤษ) เป็นเจ้าอาวาส
เข้าไปครั้งแรกคิดว่าเป็นช่วงเดือน เมษา ปี ๔๐ พระเณรชาวต่างชาติเข้าไปปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์ป่าเต่าดำ ซึ่งอยู่ในป่าลึกที่กาญจนบุรี เป็นเลา ๒ เดือน ขณะนั้นมีอาจารย์ประสิทธิ์ มาดูแลวัดแทน อาจารย์ประสิทธิ์ บอกว่าผมเป็นผู้ดูแลเท่านั้นหากจะอยู่นานต้องรอขอกับท่านพระอาจารย์เจ้าอาวาส ชักใจแป้วเหมือนกัน
จริงๆ แล้วมีพระฝรั่งชาวอเมริกาอยู่รูปนึงแต่ไม่ได้ออกมาร่วมกิจกรรมอะไรกับพวกเรามากนัก ท่านพอจะพูดภาษาไทยได้บ้าง แต่เวลาพูดกับท่านจะได้รับคำตอบน้อยมาก หรือไม่ก็ยิ้ม หรือไม่ก็เดินหนี อาจารย์ประสิทธิ์บอกว่าท่านกำลังจะลาสิกขา คิดไปว่าอ้าวฝรั่งก็สึกเป็นเหรอ
ได้ทราบว่าจะมีพระฝรั่งสองรูปที่ไปเดินธุดงค์ที่ประเทศอินเดียจะกลับมาอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้ารู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
ไม่นานนัก ก็พบกับอาจารย์ปัญญา-สาโร ซึ่งเป็นพระไทยที่อยู่วัด อมราวดี ประเทศอังกฤษ หลายปี เคยเจอท่านครั้งแรกตอนที่ท่านเดินธุดงค์จากกรุงเทพฯ ไปอุบลแล้วผ่านมาพักที่วัดบึงแสนสุข พักอยู่สองสามวัน เมื่อสองปีก่อนหน้านี้ ลักษณะของท่านไม่เหมือนพระไทยทั่วๆ ไป ท่านเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยากจะไปศึกษา ปฏิบัติกับชาวต่างชาติดู
“สรุปว่าเข้าวัดฝรั่งแล้ว แต่ยังไม่อยู่กับฝรั่งจริงๆ”
หลวงอา
อ่านต่อ ฉบับหน้า

เข้าวัดครั้งแรก รู้สึกถึงบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง โดยเฉพาะท่านเจ้าอาวาส ประทับใจมากเหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กๆเจอพ่ออีกครั้งนึง เพราะว่าใจดีและช่างตามใจคุยด้วยแล้วสบายใจท่านไม่วางมาดว่าเป็นพระผู้ใหญ่ ทำตัวง่ายๆ พูดจาปรกติ เป็นกันเอง ติดดินสุดๆ สถานที่ของวัดก็กว้างขวาง ที่พักค่อนข้างสะดวกสบาย ตามประสาวัดป่า บรรยากาศสบาย ๆ สงบดี ไปแล้วไม่อยากกลับ อยากอยู่นานๆ กลับมาบ้านก็คิดถึงอยากกลับไปอีกพระและแม่ชี ในวัดอยู่กันแบบอบอุ่นเหมือนญาติ ช่างที่ทำงานศิลป์ ดูสุภาพอัธยาศัยดี สัตว์เลี้ยงในวัดมีมากมาย ทั้งหมา แมว ไก่ ที่น่าตื่นเต้นก็คือหอยทากเหมือนในการ์ตูนเลย(กรุงเทพ ไม่มีนะจ๊ะหอยตัวกลมๆน่ะ) แต่ยุงเยอะมาก ต้องคอยทายากันยุงตลอด ทั้งกลางวันกลางคืน

ไปครั้งแรก ปลายเดือน มีนาคม อากาศร้อนมาก เกือบทนไม่ไหวแต่หลังจากนั้นก็สบายขึ้นเพราะเริ่มมีฝนบ้างประสบการณ์ประทับใจได้เดินทัวร์รอบวัดเก็บเห็ดโคนซึ่งหายากมีราคาแพง กินอร่อย วันวิสาขบูชาได้สวดมนต์ มาราธอน 2 ทุ่มถึงตี 2 หกชั่วโมงเต็มๆ คอเกือบแตก ยังติดใจอยู่เลย วันอาสาฬหบูชาจะไปอีกเวียนเทียนด้วย สนุกจัง
โบสถ์ยังสร้างไม่แล้วเสร็จรอปัจจัยจากญาติโยมอีกเยอะ พระประธานสวยงามอลังการมาก อาหารการกินมีเหลือเฟือ หลังจากพระ แม่ชี ศีลแปด ตักกันเสร็จแล้วก็ถึงตาพวกเราล่ะ ถ้าไม่มีพวกยายๆ ป้าๆบางคนเหมาไปหมดซะก่อนนะ แต่ออกไปกินข้างนอกก็ได้ร้านค้าเยอะ หรือเข้า เมืองไปเลย 5 กิโลเองใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ขอเชิญชวนมาเข้าวัดกันดีกว่า มาปฏิบัติธรรมก็ดีไปเที่ยวเฉยๆก็ได้ ยินดีต้อนรับค่ะ
เด็กวัดมือใหม่

ประสบการณ์ดีๆจากวัดบึงแสนสุข ฉันรู้จักวัดบึงแสนสุขเมื่อสามปีที่แล้ว หลังจากนั้นได้มีโอกาสไปทำบุญที่วัดบ้างไปร่วมงานทอดกฐินกับญาติๆ ได้เห็นพิธีการต่างๆ ประเพณีปฏิบัติในงาน งานวันสงกรานต์ ได้มีโอกาสสรงน้ำพระ ฟังเทศน์ สวดมนต์ไหว้พระ ได้รับพรจากครูบาอาจารย์แล้ว รู้สึกดีๆ มีความสุข อิ่มใจ เมื่อมีโอกาสไปวัดได้ก็ตั้งใจจะไปครั้งแรกที่วัดบึงแสนสุข ที่วัดมีต้นไม้เยอะ มีโบสถ์หลังใหญ่ บริเวณวัดสะอาด เงียบสงบ ขณะที่อยู่ที่นั้นแล้วรู้สึกสงบ มีความสุข ยิ่งเมื่อได้สวดมนต์ไหว้พระแล้ว รู้สึกใจดี สุขทั้งกาย ใจ
ได้มีโอกาสรู้จักครูบาอาจารย์ ท่านจะแนะนำสังสอนสิ่งที่ดีให้ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ ท่านให้ความรักเอ็นดู สอนให้เป็นคนดี ได้นำคำสอนของครูบาอาจารย์มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ได้เห็นความมีน้ำใจของคนที่นั้น ถือเอาเป็นแบบอย่างที่ดีนำมาใช้กับตัวเองและคนอื่นๆได้ด้วย ได้เห็นมิตรภาพที่ดีๆต่อกัน แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ทิพย์ พรรณี โคราช

นางวิสาขา
เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายิกา
เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ บิดาชื่อว่าธนญชัย มารดาสุมนาเทวี และปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี ขณะที่เธอมีอยู่ในวัย ๗ ขวบ เป็นที่รักดุจแก้วตาดวงใจของเมณฑกะผู้เป็นปู่ยิ่งนัก
๗ ขวบบรรลุโสดาบัน
เมื่อเมณฑกเศรษฐีได้ทราบข่าวว่า พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวนมากกำลังเสด็จมาสู่เมืองภัททิยะ ท่านเมณฑกเศรษฐี จึงได้มอบหมายให้เด็กหญิงวิสาขาพร้อมด้วยบริวาร ออกไปทำการรับเสด็จที่นอกเมือง ขณะที่พระพุทธองค์ประทับพักผ่อนพระอริยบทอยู่นั้น เด็กหญิงวิสาขาพร้อมด้วยบริวาร เข้าไปเฝ้ากราบถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่อันสมควรแก่ตน พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้พวกเธอฟัง เมื่อจบลงก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วยกันทั้งหมด
ส่วนเมณฑกเศรษฐี เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาถึงแล้วจึงรีบเข้าไปเฝ้าได้ฟังพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกัน แล้วกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ที่ติดตามเสด็จทั้งหมดเข้าไปรับอาหารบิณฑบาต ณ ที่บ้านของตนตลอดเวลาระยะ ๑๕ วันที่ประทับอยู่ที่ภัททิยนครนั้น
สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งเมืองสาวัตถี และพระเจ้าพิมพิสารแห่งเมืองราชคฤห์ มีความเกี่ยวข้องกันโดยต่างก็ได้ภคิณี ( น้องสาว ) ของกันและกันมาเป็นมเหสี แต่เนื่องจากเมืองสาวัตถีของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น ไม่มีเศรษฐีตระกูลใหญ่ ๆ ผู้มีทรัพย์สมบัติมากเลย และได้ทราบว่าในเมืองราชคฤห์ของพระเจ้าพิมพิสารนั้น มีเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติขนาดนับไม่ถ้วนอยู่ถึง ๕ คน
ดังนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเสด็จมายังเมืองราชคฤห์ เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารแล้วแจ้งความประสงค์ที่มาในครั้งนี้ ก็เพื่อของพระราชทานตระกูลเศรษฐีในเมืองราชคฤห์นี้ไปอยู่ในเมืองสาวัตถีสักหนึ่งตระกูล
พระเจ้าพิมพิสารได้สดับแล้วตรัสตอบว่า “ การโยกย้ายตระกูลใหญ่ ๆ เพียงหนึ่งตระกูลก็เหมือนกับแผ่นดินทรุด” แต่เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีต่อกันไว้ หลังจากที่ได้ปรึกษากับอำมาตย์ทั้งหลายแล้ว เห็นฟ้องต้องกันว่าสมควรยกตระกูลธนญชัยเศรษฐี ให้ไปอยู่เมืองสาวัตถีกับพระเจ้าปเสนทิโกศล
ธนญชัยเศรษฐีได้ขนย้ายทรัพย์สมบัติพร้อมทั้งบริวารและสัตว์เลี้ยงทั้งหลายเดินทางสู่พระนครสาวัตถีพร้อมกับพระเจ้าปเสนทิโกศล และเมื่อเดินทางเข้าเขตแคว้นของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว ขณะที่พักค้างแรมระหว่างทางก่อนเข้าเมือง ธนญชัยเศรษฐีเห็นว่าภูมิประเทศบริเวณที่พักนั้นเป็นชัยภูมิเหมาะสมดี
อีกทั้งตนเองก็มีบริวารติดตามมาเป็นจำนวนมาก ถ้าไปตั้งบ้านเรือนภายในเมืองก็จะคับแคบ จึงขออนุญาตพระเจ้าปเสนทิโกศลก่อตั้งบ้านเรือน ณ ที่นั้น และได้ชื่อเมืองใหม่ว่า “ สาเกต” ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถี ๗ โยชน์
หญิงงามเบญจกัลยาณี
ในเมืองสาวัตถีนั้น มีเศรษฐีตระกูลหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า มิคารเศรษฐี มีบุตรชายชื่อว่า ปุณณวัฒนกุมาร เมื่อเจริญวัยสมควรที่จะมีภรรยาได้แล้ว บิดามารดาขอให้เขาแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่เขาเองไม่มีความประสงค์จะแต่งงาน เมื่อบิดามารดารบเร้ามากขึ้น เขาจึงหาอุบายเลี่ยงโดยบอกบิดารมารดาว่า ถ้าได้หญิงที่มีความงามครบทั้ง ๕ อย่าง ซึ่งเรียกว่า เบญจกัลยาณี แล้วจึงยอมแต่งงาน
เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี ๕ อย่างคือ
๑. เกสกลฺยาณํ ผมงาม คือหญิงที่มีผมยาวถึงสะเอวแล้วปลายผมงอนขั้น
๒. มงฺสกลฺยาณํ เนื้องาม คือหญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี
๓. อฎฺฐกลฺยาณํ กระดูกงาม คือหญิงที่มีฟันสีขาวประดุจสังข์ และเรียบเสมอกัน
๔. ฉวิกลํยาณํ ผิวงาม คือหญิงที่มีผิวงามละเอียด ถ้าดำก็ดำดังดอกบัวเขียว ถ้าขาวก็ขาวดังดอกกรรณีกา
๕. วยกลฺยาณํ วัยงาม คือหญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง ๑๐ ครั้ง ก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว
บิดามารดาเมื่อได้ฟังแล้วจึงให้เชิญพราหมณ์ผู้มีความเชี่ยวชาญในด้าน อิตถีลักษณะมาถามว่า หญิงผู้มีความงามดังกล่าวนี้มีหรือไม่ เมื่อพวกพราหมณ์ตอบว่ามี จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นออกเที่ยวแสวงหาตามเมืองต่าง ๆ พร้อมทั้งมอบพวงมาลัยและเครื่องทองหมั้นไปด้วย
ชน ๔ พวกเมื่อวิ่งจะดูไม่งาม
พวกพราหมณ์ที่เที่ยวแสวงหาไปตามเมืองต่าง ๆ ทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่จนมาถึงเมืองสาเกต ได้พบนางวิสาขามีลักษณะภายนอกถูกต้องตามตำราอิตถีลักษณะครบทุกประการ ขณะที่นางพร้อมทั้งหญิงบริวารออกมาเที่ยวเล่นน้ำกันที่ท่าน้ำ ขณะนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารทั้งหลายพากันวิ่งหลบหนีฝนเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขายังคนเดินไปด้วยอาการปกติ ทำให้พวกพราหมณ์ทั้งหลายรู้สึกแปลกใจประกอบกับต้องการจะเห็นลักษณะฟันของนางด้วยจึงถามนางว่า “ ทำไม เธอจึงไม่วิ่งหลบหนีฝนเหมือนกับหญิงอื่น ๆ” นางวิสาขาตอบว่า ชน ๔ พวกเมื่อวิ่งจะดูไม่งาม ได้แก่..
๑. พระราชา ผู้ทรงประดับด้วยเครื่องอาภรณ์พร้อมสรรพ
๒. บรรพชิต ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์
๓. สตรี ผู้ชื่อว่าเป็นหญิงทั้งหลาย ( นอกจากจะดูไม่งามแล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุจนเสียโฉม หรือพิการ จะทำให้เสื่อมเสียและหมดคุณ่า)
๔. ช้างมงคล ตัวประดับด้วยเครื่องอาภรณ์สำหรับช้าง
พวกพราหมณ์ได้เห็นปัญญาอันชาญฉลาด และคุณสมบัติเบญกัลยาณีครบทุกประการแล้ว จึงขอให้นางพาไปที่บ้านเพื่อทำการสู่ขอต่อพ่อแม่ตามประเพณี เมื่อสอบถามถึงชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติก็ทราบว่า มีเสมอกัน จึงสวมพวงมาลัยทองให้นางวิสาขาเป็นการหมั้นหมายและกำหนดวันวิวาหมงคล
ธนญชัยเศรษฐี ได้สั่งให้ช่างทองทำเครื่องประดับชื่อ มหาลดาปสาธน์ เพื่อมอบให้แก่ลูกสาว ซึ่งเป็นเครื่องประดับชนิดพิเศษ เป็นชุดยาวติดต่อกันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ประกอบด้วยเครื่องเงินทองและรัตนอันมีค่าถึง ๙ โกฏิกหาปณะ ค่าแรงฝีมือช่างอีก ๑ แสน เป็นเครื่องประดับที่หญิงอื่น ๆ ไม่สามารถจะประดับได้เพราะมีน้ำหนักมาก นอกจากนี้ ธนญชับเศรษฐี ยังได้มอบทรัพย์สินเงินทองของให้ต่าง ๆ รวมทั้งข้าทาสบริวารและฝูงโคอีกจำนวนมากมายมหาศาล อีกทั้งส่งกุฏุมพีมีความชำนาญพิเศษด้านต่าง ๆ ไปเป็นที่ปรึกษาดูแลประจำตัวอีก ๘ นายด้วย
อ่่านต่อฉบับหน้า
I have been a Buddhist for a long time but the books I read and the groups I have used have been from all traditions; Theravada, Mahayana and Tibetan. Even when I visited Thailand , most places that I actually stayed in were either international or meditation centres which people came to.
เป็นชาวพุทธมานาน แต่หนังสือที่อ่าน กลุ่มที่ที่เคยเข้าร่วมมาจากหลายนิกาย เป็นต้นว่า เถรวาท มหายาน และธิเบต หรือแม้แต่ตอนที่ไปเมืองไทย ที่ที่อยู่จริงๆ ก็จะเป็นนานาชาติหรือศุนย์ปฏิบัติธรรมที่ฝรั่งส่วนใหญ่ไปเสียเป็นส่วนมาก
In England most often I stayed at Amaravati which is popular because of Ajahn Sumedho, so visitors were either western or a mixture of Asians. Here I first met Ajahn Kongrit, and last year I arranged a long walk in Norway in which he was the senior of 2 monks, together with several lay people. So this year he invited me to his monastery.
ในอังกฤษก็จะไปที่อมราวดี, ที่นิยมไปบ่อยเพราะอาจารย์สุเมโธ ดังนั้นแขกส่วนมาก็จะเป็นฝรั่งหรือชาวเอเชียหลากหลายชาติมารวมกัน ที่อมรวดีนี่เองที่พบอาจารย์คงฤทธิ์เป็นครั้งแรก ปีที่แล้วได้ไปเดินธุดงค์ในประเทศนอร์เวย์กับท่าน ท่านเป็นพระอาวุโสของพระ ๒ รูปที่ร่วมเดินไปกับญาติอยู่อีกหลายคน ในปีนี้เองท่านได้ชวนผมไปวัดของท่าน
This then was the first time I had stayed in a traditional Thai monastery serving the local community. Everyone was very friendly, especially as I got to know them ; so we managed very well, even though I didn’t speak Thai.
ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่อุปัฏฐากสงฆ์อยู่วัดไทยจริงๆ ทุกท่านทุกคนเป็นกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเร่ิมรู้จักกัน เราหาทางเข้าใจกันได้ดีน๊ะแม้ผมจะพูดภาษาไทยไม่ได้ก็ตาม
I was used to chanting in Pali with long periods of meditation but I found the rhythm of the chants very different and of course I could not join in the Thai chanting or listen to the Thai dhamma talks. In the end it was easier for me to devise my own programme.
ได้สวดมนต์เป็นภาษาบาลี นานมาก ก่อนจะนั่งสมาธิ (ก็พอก้อมแก้มสวดคลอไปได้) แต่จังหวะนี่ต่างกัน(กับที่เคยสวด)มาก แน่ละตอนที่แปลเป็นไทยหรือฟังเทศน์ผมหมดสิทธิ์เลย ช่วงหลังๆง่ายขึ้นหน่อยเพราะท่านให้ผมจัดตารางเวลาให้ตัวเอง

Every morning I went on pindabat with Luang Tah Nga which was very special. Every wan phra day and special days I took part fully in the temple activities. I had plenty of time for my own meditation practice and was especially fortunate to be able to do a lot of asubha meditation. The rest of the time I remained flexible so that I could cut bamboos, help tidy the monastery grounds, or drive the monks and help in other ways.
ส่ิงที่พิเศษมากก็คือ ได้ไปเดินบิณฑบาตรกับหลวงตาหง่าทุกเช้า ทุกวันพระหรือวันสำคัญจะร่วมกิจกรรมกับวัดเต็มตาราง มีเวลาเหลือเฟือสำหรับฝึกกรรมฐานด้วยตัวเอง และนับโชคดียิ่งที่มีโอกาสได้ฝึกอสุภกรรมฐาน เวลานอกนั้นก็มีเวลาทำกิจกรรมตามสะดวกเช่นตัดไม้ไผ่ ทำความสะอาดบริเวณวัด หรือขับรถให้พระ หรือไม่ก็ช่วยงานด้านอื่นๆ
What impressed me most was the way the monks and the villagers worked so closely together and helped each other. The most striking thing was how accessible the abbot (luang tah Modd) and the other monks were. It seemed that almost any hour he was available to visitors.
ที่น่าประทับใจที่สุดที่เห็นก็คือการที่พระสงฆ์กับชาวบ้านทำงานด้วยกันช่วยเหลือกันอย่างใกล้ชิด ส่ิงที่โดนใจมากที่สุด ก็คือการที่สามารถเข้าไปคุยกับเจ้าอาวาส (หลวงตามอด) และพระได้ทุกเวลา ดูเหมือนว่าไม่ว่าเวลาไหนท่านก็พร้อมที่จะรับแขกญาติแขกโยม
Around Wesak, Ajahn Kongrit and I held a 3 day course in English chanting which turned out to be very popular , which made me happy. I shall remember my time at Wat Bueng Sansook with great warmth and look forward to returning soon.
ช่วงวิสาขบูชา ได้ช่วยอาจารย์คงฤทธิ์นำเข้าค่ายอบรมภาษาอังกฤษจากบทสวดมนต์ ที่ได้รับความนิยมอย่างคาดไม่ถึง ทำให้ผมมีความสุขผมจะจดจำช่วงเวลาที่อบอุ่นยิ่งที่อยู่วัดบึงแสนสุข และ ตั้งใจว่าจะกลับไปอีกในเร็ววัน
Luke Hindmarch.
ลุกค์ ไฮด์มาร์ช







