
เกิดเป็นคนไทยในสังคมไทย เคยได้ยินเสมอๆ เรื่องจุดเด่นของวัฒนธรรมไทยในเรื่องกตัญญูกตเวที โดยเฉพาะต่อบุพการี หรือต่อครู ต่ออาจารย์ การกระทำใดๆ ที่เป็นแสดงถึงการไม่รู้คุณท่านหรือถึงขั้นเนรคุณ สังคมไทยจะถือเป็นสิ่งที่ไม่สวยงาม และพูดต่อๆ กันมาว่าทำอะไรก็ไม่เจริญ
เรามักจะเปรียบเทียบความเด่นในเรื่องความกตัญญูของวัฒนธรรมไทยกับชาวตะวันตกเสมอ อาจจะเป็นเรื่องนึงที่เรารู้สึกว่าเราเหนือกว่า ในอีกหลายข้อที่เรารู้สึกด้อย เคยได้ยินบ่อยว่า “ฝรั่งไม่รักพ่อ ไม่รักแม่ ไม่เหมือนคนไทย” ก็เคยเห็นจริงตามอย่างนั้น เพราะไม่มีข้อเปรียบเทียบ และอาจเพราะไม่เคยรู้วัฒนธรรมตะวันตกจริงๆ
อาจจะเป็นเพราะว่าการแสดงความรักของแต่ละสังคมแตกต่างกัน ก็เลยทำให้คนไทยเราคิดไปเช่นนั้น และอาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตของแต่ละชาติ แต่ละสังคมไม่เหมือนกัน เมื่อเห็นว่าต่างชาติครอบครัวไม่ใกล้ชิดกันเหมือนเรา ก็เลยคิดเอาไปเองว่า “ครอบครัวเขาไม่อบอุ่นเหมือนเรา”
ฝรั่งส่วนใหญ่จะถูกสอนให้เป็นตัวของตัวเองสูง พึ่งตัวเองเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่เด็ก การใช้ชีวิตก็ดูจะห่างจากครอบครัว ซึ่งข้อนี้จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากสังคมไทยสมัยนี้มากนัก ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ เวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดกันก็ไม่ได้มีมากเหมือนในอดีตเมื่อได้มีโอกาสศึกษาวัฒนธรรมที่แตกต่างทั้งของเราและของเขา จึงพอทราบว่า คำที่พูดกันว่าฝรั่งไม่รักพ่อ ไม่รักแม่ ไม่เหมือนคนไทยนั้่น อาจจะไม่จริงอย่างที่เราเข้าใจเสมอไป
ครั้งแรกที่เห็นและประทับใจมากๆ ก็เมื่อเห็นพระเพื่อนจากนิวซีแลนด์นั่งนวด และคุยหยอกล้อกับคุณพ่อของท่าน ความรู้สึกตอนนั้นตื้นตันใจมาก เราเองแม้เป็นคนไทยก็ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้บ่อยนัก หรือบางคนอาจจะไม่เคยทำเลยเสียด้วยซ้ำ
ยิ่งประทับใจยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนพระฝรั่งอีกท่าน อาจารย์ อานันโท พาคุณแม่มาอยู่ดูแล อุปัฏฐากที่วัดอมรวดี แม่ของท่านมีปัญหาครอบครัว ซึมเศร้า อาลัยกังวลกับสิ่งที่ล่วงไปแล้ว จนไม่เป็นอันทำอะไร ท่านอดทนดูแลคุณแม่สม่ำเสมอตั้งแต่ตื่นเช้า นำอาหารเช้า อาหารกลางวันและเย็นไปให้ จะมีเวลาอยู่กับโยมแม่ เป็่นช่วงๆ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ จะไปไหนมาไหน ท่านจะต้องคำนวณเวลาเสมอว่า จะห่างแม่กี่ชั่วโมง ถ้ามากนักท่านก็ขอที่จะไม่ไป

หากใครมีประสบการณ์กับการอยู่กับคนแก่ขี้บ่นสักคน ยิ่งมาเจอคนขี้บ่นอีกทั้งมีปัญหาจิตใจอ่อนแอซ้ำเข้าอีก ผู้อยู่ใกล้ชิดต้องอดทนมากขึ้นเป็นสองเท่า แต่ท่านก็ยังทำได้ และทำได้อย่างสม่ำเสมอ
ท่านคงเหนื่อยบ้างท้อแท้บ้าง ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ สำหรับงานที่หนักอย่างนั้น แต่ท่านก็ได้ทำดีที่สุดในการตอบแทนบุญคุณของโยมแม่ของท่าน อย่างที่แม้คนไทยบางคนก็ทำไม่ได้ หรือไม่คิดจะทำเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเห็นก็ยิ่งตื้นตันใจ หากใครจะบอกว่าฝรั่งไม่รักพ่อ ไม่รักแม่ ไม่รู้จักบุญคุณพ่อแม่ ท่านอาจารย์อานันโท จะนับรวมอยู่ในนั้นไม่ได้ นานๆ ครั้งจะถามท่านว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตอนที่เหนื่อยมากๆ ท่านจะบอกว่า “I wish this is my last one to have parents”
“กตัญญู กตเวที” ความรู้จักและตอบแทนบุณคุณเป็นข้อปฏิบัติที่งดงามเสมอ ไม่ว่าผู้ปฏิบัตินั้นจะเป็นชนชาติไหน พูดภาษาอะไร และไม่ว่าสังคม สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้อปฏิบัติข้อนี้ก็ยังคงคุณค่าของความงดงามไว้อย่างไม่เสื่อมคลายสมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ ความเจิรญ ความสุขเกิดขึ้นในใจผู้พบเห็น สาธุ.

ตอนที่ ๒ ร่วมอยู่กับพระฝรั่ง
ประมาณสองอาทิตย์อาจารย์ฝรั่งสองรูปที่ไปธุดงคัอินเดียก็กลับมา อาจารย์สังวโร ชาวออสเตรียรองเจ้าอาวาส และ อาจารย์อาสโภ ชาวสวิส ท่านสองรูปพูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำ อีกทั้งยังอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี เจอกับท่านทั้งสองครั้งแรกรู้สึกถูกชะตากันมาก ความรู้สึกกังวลเรื่องจะไม่ได้อยู่วัดป่านานาชาติลดลงไปเยอะพอสมควร
ไม่นานนักคณะสงฆ์ก็เดินทางกลับมาจากป่าเต่าดำ เป็นครั้ังแรกที่ได้อยู่ใกล้ชิดพระต่างชาติจำนวนมากๆ แบบนั้น ทั้งตื่นเต้นทั้งประม่า วางตัวไม่ค่อยจะถูก รู้สึกว่าต้องระวังตัวตลอดเพราะไม่คุ้นกับใคร
เวลามีโอกาสก็จะแอบมองท่านพระอาจารย์ชยสาโร มีบางครั้งท่านจะมองกลับด้วยสายตาดุๆ แต่กลับรู้สึกตลกมากกว่ากลัว คิดไปว่าไม่เห็นมีอะไรน่าดุเลย สองสามวันต่อมาอาจารย์ประสิทธิ์ ก็พาเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์แนะนำว่าจะมาขออยู่ด้วย ท่านรับฟังแต่ยังไม่ได้รับคำตอบอะไรที่หนักแน่นว่าจะให้อยู่
มีพระไทยกับสามเณร สองสามรูป อยู่ที่นั่น แต่ละท่านพูดอ่านภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ เป็นนักเรียนจบจากต่างประเทศก็มี เคยไปอยู่ต่างประเทศมาแล้วก็มี และมีสามเณรรูปที่เป็นอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์ท่านหนึ่งพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก(ในความรู้สึกหลวงอา)รู้สึกอยากจะเก่งอย่างท่าน ภาษาอังกฤษที่เคยคิดว่าเข้าใจ ไม่รู้แอบไปอยู่มุมไหนเสียหมด ฟังอะไรไม่เข้าใจ ไม่กระดิกเลย สิ่งที่น่าเบื่อมากที่สุดของวัดป่านานาชาติก็คือ การประชุมอันยาวนาน ฟังไปตาก็จะหลับ แต่จะหลับจริงๆ ก็ไม่ได้อายพระฝรั่งหลายๆ รูปที่คอยจ้องจับผิด (คิดไปเอง) ยิ่งเวลาฟังเทศน์ภาษาอังกฤษ หรือเรียนพระวินัยยิ่งหนักข้อเข้าไปใหญ่ ไม่รู้ว่าเค้าพูดเรื่องอะไรกัน แต่ตั้งในใจไว้ว่าจะฟังให้เข้าใจให้ได้ จะพูดภาษาอังกฤษให้ได้
ตอนที่ ๓ พระไทยเขม่น
เป็นเรื่องธรรมดาเวลาอยู่กับคนหมู่มากจะมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบเรา และอาจจะเป็นเพราะมีพรรษามากกว่าท่านอื่นๆ ก็เลยทำให้อะไรๆ ดูจะขัดตาบ้างในสายตาเพื่อนๆ ซึ่งมีพรรษาไล่เลี่ยกัน พระที่ช่วยเหลือให้กำลังใจมาตลอดในขณะนั้นก็ได้แก่ท่านสิริปัญโญ สามเณรฐิตาโภ และปะขาวเฮนนิ่ง (อาจารย์ เกวลี เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติองค์ปัจจุบัน)
มีพระไทยอีกรูปรู้สึกว่าท่านจะใกล้ชิดกับท่านพระอาจารย์มาก ชอบนุ่งผ้ายาวเกือบถึงข้อเท้า ด้วยความที่เคร่งพระวินัย และห่่วงศักดิ์ศรีพระไทย การนุ่งห่มผ้าต้องให้เป็นปริมณฑล คือผ้านุ่งควรจะอยู่ประมาณครึ่งแข่งก็หาวิธีเตือนท่าน ครั้งแรกๆ ก็พูดหยอกบ้าง ทำเย้าด้วยการดึงผ้าท่านขึ้นบ้าง เตือนท่านตรงๆ บ้าง ท่านก็ยังเฉย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คิดเสมอว่าจะทำไงดีจะให้ท่านปรับตัว
จนถึงเวลาที่คิดว่าเหมาะสม(ตามธรรมเนียมฝรั่ง) นั่นก็คือในที่ประชุม ก็นึกอยากจะลองใช้วิธีที่ฝรั่งใช้กันบ้าง เมื่อถึงเวลาพูดก็เลยแสดงความคิดเห็นเรื่องการนุ่งผ้ายาวเกินไปของท่านขึ้นมา เวลาพูดก็พยายามทำให้สุภาพที่สุดเท่าที่จะคิดว่าสุภาพได้ บอกท่านในที่ประชุมว่า ท่านนุ่งผ้ายาวเกินไปดูแล้วมันไม่เหมาะถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ท่านปรับปรุง พระนั่งล้อมกันเป็นวงยี่สิบกว่ารูป นั่งฟังอยู่ ในขณะนั้นก็คิดว่าเราทำถูกต้องแล้ว มีอะไรก็เปิดใจพูดกัน
ผลที่ออกมา ท่านโกรธมาก พูดแบบแรงมากตอบกลับมา หลวงอาหน้าจ๋อย คิดไปว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เป็นที่ประชุมเปิดใจตามธรรมเนียมฝรั่งไม่ใช่เหรอ ท่านก็อยู่กับฝรั่งนานกว่า สนิทสนมกว่า ไม่เห็นน่าจะมีปัญหาเรื่องแบบนี้
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านก็จะโกรธและทำประชดด้วยกายนุ่งผ้ายาวกว่าเดิมอีก ปกตินิสัยแล้วไม่ชอบคนทำอะไรประชดแต่เห็นท่านโกรธอยู่ก็เลยไม่คิดจะพูดอะไรอีก แต่ลึกๆ ขยาดการประชุมเป็นสองเท่า และเป็นสามเท่า เมื่อตามไอเดียฝรั่งการประชุมจะต้องจบในที่ประชุม แต่เท่าที่สังเกตุ ไม่ว่าฝรั่ง ไม่ว่าไทย หลังการประชุมใหญ่ จะมีการประชุมย่อย ซุบซิบๆ กันอยู่เป็นเนืองๆ จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่คนไทยจะไม่ค่อยจะอยากพูดในที่ประชุม เวลาให้เสนอหรือให้ถามจะเงียบ พอผลสรุปออกมาไม่เป็นดังที่ต้องการเริ่มมีปัญหา จนท่านพระอาจารย์ต้องดุว่าเวลาที่ให้ถาม ให้พูดทำไมไม่พูด
หลังจากนั้นมาเรื่องการพูดยิ่งระวังมากขึ้น อะไรอดไม่พูดได้ก็อด นิ่งได้ก็นิ่ง ยิ่งนานก็ยิ่งเห็นว่าเราเองก็ไม่ได้พูดด้วยเมตตาสักเท่าไร ใจเราลึกๆ ก็อยากตำหนิคนอื่น กลัวเสียศักดิ์ศรีคนไทย มองลึกลงไปกว่านั้นก็เห็นว่าเราเองกลัวพระฝรั่งว่าเราด้วยมาตราฐาน ความถือตัวถือตนยังมีอยู่เต็มหัวใจ ผลออกมาว่า ถูกเพื่อนเขม่นเป็นปี ก็สมน้ำสมเนื้อแล้ว
อ่านต่อฉบับหน้า

วัดบึงแสนสุข มีพระเจ้าทันใจ สององค์ครบจำนวน คือ องค์แรกเป็นพระเจ้าทันใจองค์แม่ ประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำเต้าดูดทรัพย์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แม่ช่วยดูแลตอนกลางวัน สร้างเมื่อ วันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เริ่มตอนตี ๕ ครึ่ง ย่ำรุ่งอรุณเบิกฟ้า แล้วเสร็จตอนเย็น ถวายตอนสองทุ่มพอดี เป็นการปั้นปูนสดช่วยกันทำ ช่วยกันสวดมนต์ตลอดวัน หน้าตักกว้าง ๖๓ นิ้ว ช่วงกลางวัน ๕ โมงเช้าก็มีการยกยอดฉัตรขึ้นสู่เจดีย์ พร้อมทั้งบรรจุพรุยรมสารีริกธาตุ และปัญจธาตุครบทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ คือ พระทองคำ = ธาตุดิน, พระหยก = ธาตุน้ำ , พระปรอท = ธาตุลม, เหล็กไหล = ธาตุไฟ, พระบรมสารีริกธาตุ = วิญญาณธาตุ ครบเสร็จสรรพ

ศาลาอุโบสถวัดบึงแสนสุข มีรูปทรงดังเต่า สัญลักษณ์ของความเป็นผู้มีอายุยืน หนักแน่น สุขุม เยือกเย็น ไม่เบียดเบียน เสียสละ ช่วยเหลือ สร้างบารมี เป็นอาคาร ๒ ชั้น บนยอดหลังคาเป็นเจดีย์ย่อส่วนมาจาก เจดีย์หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี ฐานกว้าง สองเมตรกว่า ยอดเจดีย์บรรจุปัญจธาตุ ปกคลุมด้วยยอดฉัตร ๓ ชั้น ตัวองค์เจดีย์ประดับติดด้วยพระดินเผาองค์เล็กทั้งองค์เจดีย์ ตรงซุ้มเจดีย์เล็กบรรจุพระนาคปรก หล่อแบบโบราณจากช่างเมืองพิษณุโลกเป็นลักษณะนาคขนด ลำตัวเป็น ๓ ชั้น วงรอบองค์พระ มองเห็นองค์พระแค่ครึ่งองค์ นาคปรกเศียรเดียว ๓ องค์ อีกองค์หนึ่งเป็นนาคขนด ๕ ชั้น บรรจุทางทิศตะวันออก พระหน้าตักกว้าง ๓ นิ้ว บนยอดสันหลังคามีพระนาคปรก ๙ เศียรนั่งสมาธิสลับขาเปลี่ยนอิริยาบถ วางสลับกับดอกบัวตูมทั้งสันหลังคาชั้นบนและล่าง
ตัวเค้าโครงอาคารศาลาอุโบสถมีลักษณะปราสาทหินพิมาย ตามซุ้มหน้าบันตัวอาคารติดด้วยเครื่องปั้นดินเผา โครงการพระประธานชั้นบนคิดว่าจะทำเป็นพระทองคำ ถ้าบารมีมีมากพอคงได้ เพราะสร้างพระทองคำอานิสงน์ส่งถึงพุทธภูมิ ถือเป็นบารมีใหญ่
ส่วนพระประธานชั้นล่างเป็นพระเจ้าทันใจองค์พ่อ หรือ หลวงพ่อทันใจ หน้าตักกว้าง ๓ เมตร ปั้นด้วยปูนสดแล้วเสร็จในวันเดียว ๒๔ ชั่วโมง สร้างเมื่อ วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อเวลาเที่ยงคืน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ดูแลตอนกลางคืน เป็นพระนาคปรก ๙ เศียร ดวงตานาคเป็นแก้ว ๑๘ ดวง เช่นเดียวกับองค์แม่ก็เป็นพระนาคปรก ๙ เศียรเช่นกัน พระบนสันหลังคาก็เช่นกัน พระบนกำแพงแก้วก็เป็นพระนาคปรก ๙ เศียรด้วย
พระนาคปรก ถือเป็นพระที่มีเมตตาสูง ยอมเสียสระตัวเองออกปกป้องปกปักรักษาบุคคลอื่น ดั่งพญามุจสินท์ที่เอาตัวเองเข้าบังแดดบังฝนให้พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุข อยู่ใต้ต้นมุจสินท์ โดยทั่วไปจะมี ๓,๕,๗ เศียร แต่ที่นี้ทำ ๙ เศียร ถือว่าตัวเลขสวย และที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงตั้งพระทัยตามพระราชประนิธานที่ว่า “จะตั้งใจอุปถัมภก จะยอยกพระพุทธศาสนา จะรักษาขอบขัณฑสีมา”พระองค์ทรงเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนาจึงใช้คตินี้
พระเจ้าทันใจองค์พ่อที่ตรงพระนลาศตาที่ ๓ กลางหน้าผากเป็นพระสามกษัตริย์ ตัวองค์พระเป็นพระทองคำหน้าตั้ง ๒ นิ้ว นาคปรกเป็นนาคแท้ ซุ้มพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นเงินแท้ขนาดกว้างประมาณ ๕ นิ้ว สูง ๙ นิ้ว ติดเป็นตาที่สาม จีวรก็เป็นพระถอดแบบจากตาที่สาม เป็นพระทองธรรมดา ติดเป็นจีวรทั้งองค์ ทำเป็นสามกษัตริย์เหมือนกันแต่ปิดทองเงินนาคเอาแทน
หลวงตามอด

งานตัดเสื้อถวายหลวงพ่อสุเมโธที่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาปีที่แล้ว สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ต้องขออนุโมทนาคณะยายๆ วัดบึง-แสนสุข ที่ช่วยขนขวายอย่างเต็มกำลัง ตั้งแต่หาผ้า ตัด เย็บ แก้ไข และส่งถวายหลวงพ่อ จำนวน ๒๘๒ ตัว
เสื้อที่ส่งไปอังกฤษ เสียหายในการขนส่งหลายสิบตัวพอหลวงตา มอดทราบข่าวก็จัดการสั่งตัดเพิ่มให้อีก ๕๑ ตัว ส่งไปพร้อมกับแผ่นผ้าปักธรรมะ เขียนจากลายมือหลวงพ่อ เพื่อแจกผู้ที่ไม่ได้เสื้อเพื่อเอาไปใส่กรอบติดผนัง ที่คุณอ้วน และกลุ่มวันอังคาร ให้ทุนจัดการ และขนส่งให้ รวมได้แผ่นผ้า ๑,๐๕๐ แผ่น เสื้อ ๓๐๒ ตัว
ญาติโยมที่มาร่วมงานวันเกิดหลวงพ่อในช่วงเช้ายินดีมากที่ได้รับแจกเสื้อจากมือหลวงพ่อเอง นอกนั้นแสนสุขสมบูรณ์ก็ค่อยทยอยแจกซึ้งต้องระมัดระวังพอสมควร เพราะคนอยู่ในต่างประเทศจะคิดหลากใจเวลาได้รับแจกของ บ้างก็กลัวว่าจะเป็นเครื่องล่อให้ต้องบริจาค พอได้แจกแล้วก็หลบๆ หรือไม่มาวัดห่างขึ้น บ้างก็มาขอซื้อกำหนดราคาซื้อมาให้ด้วยเสร็จสัพ บ้างก็ดีใจมากๆ ได้แล้วก็ใส่เลย โฆษณาเสื้อไปในตัว บ้างก็อยากได้หลายๆ ตัวได้แล้วก็อยากได้เป็นของฝาก ผู้แจกเองก็หลากใจเช่นกัน จะอธิบายให้เข้าใจทั่วกันคงไม่ใช่ง่าย แต่อยากจะฝากผู้อ่านให้ทำความเข้าใจว่า “ทุกสิ่งที่ทำแจกในชื่อ แสนสุขสมบูรณ์ ไม่ใช่เพื่อขาย ไม่ใช่เพื่อล่อ ขอรับบริจาค ให้ด้วยความเต็มใจเพราะเห็นประโยชน์ของการให้ หากผู้รับเห็นประโยชน์ของการให้ด้วยเช่นกัน ก็ขออนุโมทนาด้วย”
เสื้อยืด วันเกิดหลวงตามอด สีขาวลายการ์ตูน ทำทั้งหมด ๒๐๓ ตัว ถวายหลวงตามอดแจก ๑๐๐ ตัว จำหน่ายในราคาเสริมบุญ ๑๐๓ ตัว รายได้จากการนี้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทาสีศาลาและกุฏิพระ และติดตั้งเครื่องตั้งเวลาเปิดปิดเครื่องสูบน้ำ
เรื่องหมาๆ (แมวๆ)คนที่อยู่วัดบึงแสนสุข หรือไปที่วัดบึงแสนสุขประจำ คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างโดยเฉพาะจำนวนหมาแมวที่ลดลงไป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเห็นว่าการที่พวกเขามีจำนวนถึง ยี่สิบสามสิบตัว วัดแทบจะไม่มีที่สะอาดเหลืออยู่ ต้องตามกวาด เช็ดถูจนเกินความจำเป็น ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่หมาเป็นขี้เรื้อน พวกเค้าจะหาที่สบายๆ เป็นที่นอน เพราะผิวหนังมีปัญหา ที่สบายของเขาก็คือที่นั่งพระ หรือไม่โซฟาที่ไว้ต้อนรับญาติโยม ยิ่งถ้ามีหมาตัวไหนดุๆ ชอบกัดคนมาทำบุญ ปัญหาก็ตกอยู่ที่ท่านอาจารย์เจ้าอาวาส
แสนสุขสมบูรณ์ประสงค์จะเห็นวัดเป็นที่สำหรับนักปฏิบัติธรรม มากกว่าเป็นสถานที่เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว หรือปล่อยหมาปล่อยแมวอย่างที่เคยเป็นมา ขออย่าเข้าใจว่าไม่รักหมา ไม่รักแมว โปรดทำความเข้าใจอีกมุมนึงว่าผู้ที่ต้องดูแลหมาวัด แมววัดส่วนใหญ่มีแต่พระและเณร คนรักหมารักแมวจริงๆ ไม่ค่อยจะได้รับภาระเลี้ยงดูสักเท่าไร หากท่านเห็นผู้ที่คิดจะนำมาหมาแมวมาปล่อยวัดโปรดช่วยเตือนให้คิดให้ดี หากไม่ถือว่าพูดแรงจนเกินไป ก็จะบอกว่าเขากำลังจะทำบาปสองต่อ หนึ่งนำหมาไปทิ้ง สองสร้างภาระให้วัดให้พระ รบกวนผู้ปฏิบัติธรรม
ช่วยแยกขยะ, มีถังขยะใบใหม่สองใบให้คนมาวัดได้ช่วยแยกขยะ นำขยะขายได้มาทำบุญร่วมกัน รายได้จากการขายขยะเหล่านี้จะกลายไปเป็นน้ำปานะ และของใข้สำหรับพระเณร และทำให้วัดสะอาดขึ้นเยอะเลย
ประหยัดน้ำ-ไฟ ได้ทดลองติดตั้งเครื่องตั้งเวลาเปิดปิดเครื่องสูบน้ำ ให้สูบเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ เพราะไฟถูกกว่ามาก ประหยัดค่าไฟได้อีกเยอะ แต่น้ำที่สูบขึ้นยังไม่พอใช้จึงต้องสูบเวลากลางวันบ้างเล็กน้อย แสนสุขสมบูรณ์ มีโครงการจะทำให้ค่าไฟของวัดลดลงให้มากที่สุด หากเป็นได้จะติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้วัดไม่มีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในอนาคต และเป็นการช่วยลดมลภาวะที่ทำให้โลกร้อนด้วยอีกแรง สนใจติดตามอ่านข่าวเพิ่มเติม และแสดงความคิดเห็น ติชม แนะนำได้ที่ http://sansook.wikidot.com/projects

นางวิสาขา ต่อจากฉบับที่แล้ว
ธนญชัยเศรษฐีให้โอวาทลูกสาว
ก่อนที่นางวิสาขาจะไปสู่ตระกูลของสามี ธนญชัยเศรษฐีได้อบรมมารยาทสมบัติของตระกูลสตรีผู้ไปสู่ตระกูลของสามี โดยให้โอวาท ๑๐ ประการ เป็นแนวปฏบัติ คือ..
โอวาทข้อที่ ๑ ไฟในอย่านำออก หมายความว่า อย่านำความไม่ดีของพ่อผัวแม่ผัวและสามีออกไปพูดให้คนภายนอกฟัง
โอวาทข้อที่ ๒ ไฟนอกอย่านำเข้า หมายความว่า เมื่อคนภายนอกตำหนิพ่อผัวแม่ผัวและสามีอย่างไร อย่านำมาพูดให้คนในบ้านฟัง
โอวาทข้อที่ ๓ ควรให้แก่คนที่ให้เท่านั้น หมายความว่า ควรให้แก่คนที่ยืมของไปใช้แล้วนำมาส่งคืน
โอวาทข้อที่ ๔ ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายความว่า ไม่ควรให้แก่คนที่ยืมของไปใช้แล้วไม่นำมาส่งคืน
โอวาทข้อที่ ๕ ควรให้ทั้งแก่คนคนที่ให้และไม่ให้ หมายความว่า เมื่อมีญาติมิตรผู้ยากจนขอความช่วยเหลือพึ่งพาอาศัย เมื่อให้ไปแล้วจะให้คืนหรือไม่ให้คืน ก็ควรให้
โอวาทข้อที่ ๖ พึงนั่งให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่นั่งในที่กีดขวางของพ่อผัว แม่ผัวและสามี
โอวาทข้อที่ ๗ พึงบริโภคให้เป็นสุข หมายความว่า ควรจัดให้พ่อผัว แม่ผัวและสามีบริโภคแล้ว ตนจึงบริโภคภายหลัง
โอวาทข้อที่ ๘ พึงบำเรอไฟ หมายความว่า ให้มีความสำนึกอยู่เสมอว่า พ่อผัว แม่ผัวและสามีเป็นเหมือนดวงไฟและพญานาคที่จะต้องบำรุงดูแล
โอวาทข้อที่ ๑๐ พึงนอบน้อมเทวดาภายใน หมายความว่า ให้มีความสำนึกอยู่เสมอว่า พ่อผัว แม่ผัว และสามีเป็นเหมือนเทวดาที่จะต้องให้ความนอบน้อม
อานิสงส์ของการทำบุญแล้วแถม
ธนญชัยเศรษฐี ใช้เวลาถึง ๔ เดือนในการเตรียมทรัพย์สมบัติเพื่อมอบให้แก่นางวิสาขา สำหรับใช้สอยเมื่อไปอยู่ในตระกูลของสามี เฉพาะเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์เพียงอย่างเดียวก็ใช้เวลาทำถึง ๔ เดือนเช่นเดียวกัน เมื่อถึงกำหนดนางวิสาขาก็ได้ออกเดินทางไปยังตระกูลของสามี พร้อมด้วยข้าทาสบริวารทรัพย์สินเงินทองของใช้อเนกอนันต์ และโคกระบืออีกมากมายมหาศาล ที่บิดาจัดการมอบให้
แม้กระนั้น โคกระบือของชาวบ้านที่อยู่ในคอกยังทำลายวิ่งออกตามขบวนของนางวิสาขาไปอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ก็เพราะด้วยอานิสงส์แห่งการทำบุญถวายทานที่นางทำไว้ในอดีตชาติ คือ ในครั้งที่นางวิสาขาเกิดเป็นธิดาของพระเจ้ากิกิ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ นางได้ถวายอาหารแก่พระภิกษุสามเณรเป็นประจำและทั้ง ๆ ที่พระภิกษุสามเณรกล่าวว่า “ พอแล้ว ๆ” นางก็ยังตรัสว่า “ พระเจ้าคุณเจ้าสิ่งนี้อร่อย สิ่งนี้น่าฉัน” แล้วก็ถวายเพิ่มอีก
ด้วยอนิสงส์แห่งการถวายเพิ่มนี้บันดาลให้โคเหล่านั้นถึงแม้จะมีคนห้ามมีคอกกั้นอยู่ก็ยังกระโดดออกจากคอกวิ่งตามขบวนของนางวิสาขาไปอีกจำนวนมาก
นางวิสาขาตำหนิพ่อผัว
เมื่อนางวิสาขาเข้ามาสู่ตระกูลของสามีแล้ว เพราะความที่เป็นผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลี่ยวฉลาด มีน้ำใจเจรจาไพเราะ ให้ความเคารพผู้ที่มีวัยสูงกว่าตน จึงเป็นที่รักใคร่และชอบใจของคนทั่วไป ยกเว้นมิคารเศรษฐีบิดาของสามี ซึ่งมีจิตศรัทธาฝักใฝ่ในนักบวชอเจลกชีเปลือย
โดยให้ความเคารพนับถือว่าเป็นพระอรหันต์ และนิมนต์ให้มาบริโภคโภชนาหารที่บ้านของตนแล้ว สั่งให้คนไปตามนางวิสาขามาไหว้พระอรหันต์และให้มาช่วยจัดงานเลี้ยงอาหารแก่อเจลกชีเปลือยเหล่านั้นด้วย
นางวิสาขา ผู้เป็นพระอริยสาวิกาชั้นโสดาบันพอได้ยินคำว่า อรหันต์ ก็รู้สึกปีติยินดีรีบมายังเรือนของมิคารเศรษฐี แต่พอได้เห็นอเจลกชีเปลือย ก็ตกใจจึงกล่าวว่า ” ผู้ไม่มีความละอาย เหล่านี้ จะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ” พร้อมทั้งกล่าวติเตียนมิคารเศรษฐีแล้วกลับไปที่อยู่ของตน
ต่อมาอีกวันหนึ่ง ขณะที่มิคารเศรษฐีกำลังบริโภคอาหารอยู่ โดยมีนางวิสาขาคอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ ๆ ได้มีพระเถระเที่ยวบิณฑบาตผ่านมาหยุดยืนที่หน้าบ้านของมิคารเศรษฐี นางวิสาขาทราบดีว่าเศรษฐีแม้จะเห็นพระเถระแล้วก็ทำเป็นไม่เห็น นางจึงกล่าวกับพระเถระว่า “ นิมนต์พระคุณเจ้าไปข้างก่อนก่อนเถิดท่านเศรษฐีกำลังบริโภคของเก่าอยู่ ”
เศรษฐี ได้ฟังดังนั้นแล้วจึงโกรธเป็นที่สุด หยุดบริโภคอาหารทันทีแล้วสั่งให้บริวารมาจับและขับไล่นางวิสาขาให้ออกจากบ้านไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาจับ นางวิสาขาขอชี้แจงแก่กุฏุมพี ๘ นายที่พ่อส่งมาช่วยดูแลนางก่อน และเมื่อมิคารเศรษฐีให้คนไปเชิญกุฏุมพีมาแล้วแจ้งโทษของนางวิสาขาให้ฟัง ซึ่งนางก็แก้ด้วยคำว่า “ ที่ดิฉันกล่าวอย่างนั้น หมายถึง มิคารเศรษฐีบิดาสามีบริโภคบุญเก่าอยู่ มิใช่บริโภคของบูดเน่าอย่างที่เข้าใจ” กุฎุมพีทั้ง ๘ จึงกล่าวกับเศรษฐีว่า “ เรื่องนี้นางวิสาขาไม่มีความผิด”
พ่อผัวยกย่องนางวิสาขาในฐานะมารดา
เมื่อมิคารเศรษฐี ฟังคำชี้แจงของลูกสะใภ้แล้วก็หายโกรธขัดเคือง และกล่าวขอโทษนาง พร้อมทั้งอนุญาตให้นางนิมนต์พระบรมศาสดาพร้อมภิกษุสงฆ์มารับอาหารบิษฑบาตในเรือนของตน ขณะที่นางวิสาขาจัดถวายภัตตาหารแด่พระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์อยู่นั้น ก็ได้ให้คนไปเชิญมิคารเศรษฐีมาร่วมถวายภัตตาหารด้วย แต่เศรษฐีเมื่อมาแล้วไม่กล้าที่จะออกไปสู่ที่เฉพาะพระพักตร์พระศาสดา เพราะไม่มีศรัทธาเลื่อมใสจึงแอบนั่งอยู่หลังม่าน เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนมิคารเศรษฐีแม้จะหลบอยู่หลังม่านก็มีโอกาสได้ฟังธรรมด้วยจนจบ และก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลในพุทธศาสนา เป็นสัมมาทิฏฐิกบุคคลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทันใดนั้น มิคารเศรษฐีได้ออกมาจากหลังม่านแล้วตรงเข้าไปหานางวิสาขาใช้ปากดูดถันของลูกสะใภ้ และประกาศให้ได้ยินทั่วกัน ณ ที่นั้นว่า “ ตังแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอเธอจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า” และตั้งแต่นั้นมานางวิสาขาก็ได้นามว่า “ มิคารมารดา” คนทั่วไปนิยมเรียกชื่อนางว่า “ วิสาขามิคารมารดา”

A group of travelers came to visit Ajahn Chah with three elegant questions: Why do you practice? How do you practice? What is the result of your practice? They were sent as a delegation by a European religious organization to ask these questions to a series of grate master throughout Asia.
ผู้เดินทางกลุ่มหนึ่งมาถามหลวงพ่อชาด้วยปัญหาที่น่าสนใจสามข้อคือ ท่านปฏิบัติทำไม? ท่านปฏิบัติอย่างไร? อะไรคือผลของการปฏิบัติของท่าง? คนกลุ่มนี้ได้ถูกส่งมาในฐานะคณะผู้แทนจากสมาคมศาสนาของยุโรปเพื่อถามปัญหาสามข้อนี้กับอาจารย์กรรมฐานผู้มีชื่อเสียงทั่วทวีปเอเชีย
Ajahn Chah closed his eyes, wait, and then answered with three question of his own: Why do you eat? How do you eat? How do you feel after you have eaten well? Then he laughed.
หลวงพ่อชาหลับตาพักนึง แล้วตอบปัญหาเหล่านั้นด้วยคำถามของท่านว่า คุณกินอาหารเพื่ออะไร? คุณกินอาหารอย่างไร? คุณรู้สึกอย่างไรหลังจากที่กินอิ่มเรียบร้อยแล้ว? แล้วท่านก็หัวราะ
Later, he explained that we already understand and that teaching has to direct the students back to their own wisdom, to their own natural Dhamma. Therefor, he has reflected the search of these men throughout Asia back to the greater search within.
ท่านอธิบายทีหลังว่า พวกเราเข้าใจคำตอบของคำถามก่อนถามแล้ว และคำสอนที่เราเข้าใจนี้ต้องจี้ตรงไปที่ปัญญา จี้ตรงไปที่ธรรมชาติจิต ของเขาเอง ดังนั้นท่านจึงตอบกลับการค้นหาคำตอบทั่วทวีปเอเชียของกลุ่มผู้เดินทางกุล่มนั้นด้วยการให้เค้าค้นหาคำตอบที่ลึกซึ้งกว่าภายในจิตของของเขาเอง









