แสนสุขสมบูรณ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๓

ดาวน์โหลด pdf

PhraKeawText.gif

เหตุการณ์เกี่ยวโยงสัมพันธ์ภาพไทย-ลาว

ที่ต้องข้องเกี่ยวสัมพันธ์กับหลวงสำเร็จลุน แห่งเวินไชย นครจำปาสัก สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สืบเนื่องมาจากเมื่อปลายปี พ.ศ. 2546 ได้มีเหตุปัจจัยคือได้มีโอกาสได้รับวิชาธาตุมูล มรดกวิชาของหลวงสำเร็จลุนมา คณะของอาตมาจึงเกิดร้อนวิชาใคร่ทำการทดสอบทดลองกันขึ้น โดยเริ่มจากการเขียนผ้ายันต์สาลิกาลิ้นทองก่อน ขณะทดลองก็มีเหตุอันน่าอัศจรรย์เกิดขึ้น คือทุกครั้งที่มีการเขียนจะมีเสียงนกสาริกาดงมาร้องรอบๆ วัดจนเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงเริ่มทดลองหุงนวดมหาเสน่ห์สูตรขี้ผึ้งดินเพียง (ดินเพียงก็คือขี้สูตรดินเพียงที่ได้จากในรังของผึ้งน้อยหรือขี้ซีหรือขี้ซันแต่เป็นส่วนหัวง่วนน้ำหวานเป็นก้อนสีดำหอมหวานนั่นเอง) ขณะนั้นได้มีนิมิตรฝันไปว่าว่าต้องต่อสู้กับผู้เฒ่าหลังค่อม ผมขาว ถือไม้เท้า ต่อสู้กันด้วยสวดมนต์บทต่าง ๆ แต่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันจนกระทั่งต้องใช้อิติปิโสถอยหลัง ผู้เฒ่าจึงยอม พร้อมทั้งบอกว่าให้ไปเอาเกล็ดโพธิ์กลางวัด ดินจอมปลวกสีอรุณ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก รวมทั้งพวกว่านพวกยาเครื่องมหาเสน่ห์มหานิยมและอื่น ๆ ให้นำมาทำเป็นขุนแผนหรือสมเด็จก็ได้ (พร้อมทั้งให้คาถามาอีก) ตื่นเช้าขึ้นมาจึงรีบจดบันทึกแล้วได้ดำเนินการทดสอบวิชากันต่อ

หาไม้สร้างประตูหน้าต่างโบสถ์
พอเข้าปี 2547 ทางวัดมีความประสงค์จะหาไม้เพื่อที่จะนำมาทำประตูหน้าต่างที่ศาลาอุโบสถของวัดบึงแสนสุข ซึ่งตามแบบต้องใช้บานหน้าต่าง ขนาด 50x200x2 นิ้ว จำนวน 76 บาน (รอบศาลาพระอุโบสถ), ประตู ขนาด 50x200x2 นิ้ว จำนวน 16 บาน (ชั้นบน), ประตู ขนาด 50x250x3 นิ้ว จำนวน 24 บาน (ชั้นล่าง), ประตู ขนาด 100x300x4 นิ้ว จำนวน 12 บาน (ชั้นล่าง) เนื่องจากหาไม้ในเมืองไทยไม่ได้จึงได้เข้าไปลาวทางแขวงจำปาสัก ประเทศลาว

prakaew.png


การไปครั้งแรกลงทุนเหมาแท็กซี่เข้าไป แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหนดี จึงได้ให้เขาพาไปวัดไหนก็ได้ เขาจึงได้พาไปที่วัดโพนทอง (สุมังคลาราม) ซึ่งอยู่ใกล้สนามบิน หลังจากทำการปฏิสันถารกันพอสมควรแล้วได้เห็นรูปที่ติดผนังและบนโต๊ะบูชา ก็ตกใจจำได้ว่านี่แหละๆ ผู้เฒ่าที่มาต่อสู้กันทางบทสวดมนต์ในนิมิตรฝัน
 
เจ้าอาวาสวัดโพนทอง ชื่อ พระอาจารย์หอม (เรียกกันติดปากว่าหลวงตาจันทร์หอม) ท่านบอกให้ฟังว่านี่แหละคือ หลวงปู่สมเด็จลุน พร้อมกันนั้นท่านก็เล่าเรื่องหลวงปู่สมเด็จลุน ทั้งประวัติและกฤติยาภินิหารมากมาย พร้อมทั้งบอกว่าท่านยังเก็บตำรามรดกของหลวงปู่สมเด็จลุนไว้เยอะอยู่ และได้นำมาอวดอ้างกัน จนทำให้รู้ว่าพิธีหุงนวดมหาเสนห์ที่เราทำกันนั้น ทำผิดวันตามตำรากำหนดจึงเป็นเหตุให้ฝันต่อสู้กัน กับเป็นวันที่ถูกต้องตามตำราเดิม นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญ และเป็นโชคแท้ๆ ที่ได้ได้มาพบปะรากเหง้ากันที่นี่ จึงได้บอกจุดประสงค์เป้าหมายให้การมาของคณะเราให้ท่านทราบว่าเราต้องการไม้ไปเพื่อไปทำศาลาอุโบสถที่เมืองไทย หลวงตาจันทร์หอมท่านได้แนะนำให้ไปหาหลวงพ่อสุวรรณ จันทราช แห่งวัดหลวงปากเช เจ้าคณะแขวงจำปาสัก 

รับความเมตตาจากหลวงพ่อเจ้าคณะแขวง
เหตุการณ์ก็สะดวกเพราะทำให้ได้รับความเมตตาอนุเคราะห์สงเคราะห์จากหลวงพ่อเจ้าคณะแขวง โดยท่านช่วยเป็นภาระให้เป็นอย่างดียิ่งจนได้บานประตูหน้าต่าง มา 76 บาน พร้อมทั้งท่านได้ให้พระช่วยแกะสลักเป็นบทสวดมนต์ต่าง ๆ ด้วยอักษรตัวธรรมโบราณ บนบานหน้าต่างให้ด้วย

ในระหว่างดำเนินการเรื่องไม้บานประตูหน้าต่างนั้นอาตามต้องเดินทางเข้าออกประเทศลาวเป็นว่าเล่น จนได้ทราบว่าท่านหลวงพ่อสุวรรณและท่านหลวงตาจันทร์หอมท่านประสงค์จะได้พระแก้วและพระไตรปิฎก เมื่อกลับถึงเมืองไทยจึงได้หาเจ้าภาพทำไปทอดผ้าป่าถวายพระไตรปิกฎก พร้อมทั้งตู้ ทั้งหมด 4 ชุด พร้อมทั้งพาทัวร์บุญ ท่องเที่ยวชมหลี่ผี ศรีทันดร คอนพระเพ็ง น้ำตกตาดฝาน น้ำตกผาส้วม ที่จะลืมไม่ได้ก็คือปราสาทภูวัด (ศตวรรต ที่ 11) แล้วหัวใจเลยก็คือการได้ไปกราบเจดีย์ธาตุและต้นโพธิ์สำเร็จลุน ซึ่งมีความอัศจรรย์อยู่ว่าตามความฝันและความเป็นจริงไปด้วยกันได้เสียด้วย คิดไปว่าช่างตลกดีเพราะมีแต่ความสมหวังและสะดวกทุกประการ

หลวงปู่สมเด็จลุน ท่านนิพพานแล้ว (มรณภาพชาวลาวเรียกเช่นนั้น) ศรัทธาก็นำร่างท่านจากเวินไชยใต้ (ที่เก็บอัฐิ) ไปฌาปนกิจที่เวินไชยเหนือ(ที่ต้นโพธิ์เกิด) ห่างกันประมาณ 500 เมตร ที่เผาศพของท่านเมื่อเก็บอัฐิไปแล้วปรากฎว่ามีต้นโพธิ์ขึ้นตรงนั้น 5 ต้น แผ่กิ่งก้านไป 8 ทิศ นับว่าน่าอัศจรรย์ยิ่งอีกอย่าง ร่ำลือกันว่าแต่ละกิ่งแต่ละทิศก็มีความขลังไปคนละด้าน อาตมาเองก็ได้พิสูจน์แล้วในบางเรื่อง

ตอบแทนพระคุณของท่าน
หลังจากที่ทราบท่านก็ต้องการพระแก้วมรกตสักองค์ก็ จึงได้รับปากและก็กลับมาพูดจาให้ลุกศิษย์ ลูกหา ศรัทธาญาติโยมฟัง ก็มีลูกศิษย์คนหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนมีปัญหาเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ก็คือ จอมกฤต เนื่องจากจันทร์ (คุณจ๋อม) ขอรับปากเป็นเจ้าภาพใหญ่เองจากการได้รับคำแนะนำจากอาตมาในหลักการ ว่าให้สะสมบุญทานทุกวันให้เหมือนกับการกินข้าว + กับ + ของหวานผลไม้

[[note]]
“การให้ทาน เปรียบเหมือน การกินข้าว
การรักษาศิล เปรียบเหมือน การมีกับข้าว
การภาวนา เปรียบเหมือน ของหวานผลไม้”

[[/note]]

โดยการทอดกฐินทุกวัน ตั้งสัจจะเอาไว้ว่ามีตังค์เหลือเศษเท่าไหร่ก็ได้ ให้ทอดกฐินหยอดกระปุกทุกวัน เงินนั้นเอาไปทอดกฐินอย่างเดียวเป็นสัจจะ แต่เคล็ดของคุณจ๋อมถือเอาแบบนี้คือ ขายของได้ 100 บาท ชักสะสมบุญ 1 บาท วัน ๆ ขายได้หลายพันบาท ก็ได้หลายสิบจนเป็นหมื่นจึงหักร้อยละ 2 บาท หักไว้สำหรับทำบุญทอดกฐินอย่างเดียวก็ต้องเอาทอดกฐินตามสัจจะหรือทำอะไรก็ให้เป็นสัจจะตามที่ตั้ง

บุญรักษาศีล เจริญภาวนา ก็โดยการตั้งสัจจะดังนี้ว่า “ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าจักขอสมาทานศีล ๕ พร้อมทั้งเจริญภาวนาเป็นเวลา 1 นาที” แล้วก็รักษาสัจจะตามนั้น ไม่กี่เดือนก็สามารถเก็บเงินบูชาพระแก้วมรกตฤดูร้อนหน้าตัก 29 นิ้ว หนึ่งองค์ ปิดทองพร้อมราคา 52,000 บาท จึงพากันนำไปถวายหลวงตาจันทร์หอม พร้อมทั้งพาคณะศรัทธาไปทัวร์บุญท่องเที่ยวด้วย

หลังจากงานบุญถวายพระแก้วองค์แรกแล้ว ได้ปรารภที่จะทำให้ครบ 3 ฤดู เพราะระลึกถึงหลวงพ่อเจ้าคณะแขวง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดหาหน้าต่างให้ ก็น่าจะถวายตอบแทนพระคุณท่านด้วยเหมือนกัน จึงได้มาคิดคำนวณค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งปรึกษาหารือกันว่าจะสร้างอย่างไร เริ่มศึกษาหาข้อมูลตั้งแต่ปลายปี 2549 ได้หาข้อมูลมาว่า ถ้าเราให้ช่างทำต้นแบบเองแล้วทำบล็อก หล่อเรซินเองทั้ง 3 ฤดู จะใช้งบประมาณสักเท่าไหร่ จึงได้ปรึกษาหารือกับพระต๋อย วัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระสหธรรมิกกัน จึงให้ซื้อแบบพระแก้วมรกตองค์เล็กหน้าตัก 5 นิ้ว ที่มีรูปทรงที่ดีถูกต้องตรงตามพุทธลักษณ์ของพระแก้วมรกตองค์จริง เพื่อนำมาเป็นต้นแบบ และได้คุยกับช่างทั้ง 2 ช่าง คือทางอาจารย์ ราชมงคลนครราชสีมา กับช่างสุชาติ ไชยไธสง ก็ได้ความว่าตกลงทำหน้าตัก 29 นิ้ว 3 ฤดู ทั้งหมด 3 ชุด เป็น 9 องค์ คิดที่องค์ละ 25,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 225,000 บาท ตอนแรกตั้งใจว่าจะให้ทางอาจารย์ราชมงคลไปทำเพราะอยู่ใกล้น่าจะประสานงานกันได้ง่าย แต่พระต๋อย อยากจะให้ช่างสุชาติทำมากกว่า เกรงใจเพื่อนก็เลยเอาไปให้ช่างสุชาติทำ

สร้างบุญ สร้างบารมี หนีอุปสรรคไม่ได้
การจะทำความดีตอบแทนผู้มีคุณบางก็ไม่ง่ายเสมอไปนัก อุปสรรคมักจะเกิดขึ้นเสมอ เริ่มขึ้นแบบก็เริมมีปัญหา เพราะความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปดูงานปรากฏว่าทำสูงเพียง 29 นิ้ว หาใช่หน้าตัก 29 นิ้วอย่างที่ตกลงกันไม่ จึงได้คุยกันใหม่ก็ตกลงแก้ไขเป็นต้นแบบใหมปั้นต้นแบบเสร็จ ก็ไปดูว่าใช้ได้ไหม โดยทางเจ้าภาพใหญ่คือคุณหมอจักรกริช นายแพทย์โรงพยาบาลภูมิพล ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระต๋อยก็ช่วยหาเงินมาให้ไปช่วยควบคุบดูแลความคืบหน้าของการสร้าง แต่ช่างทำงานล่าช้ามาก ไม่เป็นไปตามกำหนด ผลัดแล้วผลัดอีก เงินก็เบิกจ่ายไปเรื่อยจน เป็นเงินถึง 230,000 บาท พระที่สั่งก็ยังไม่เรียบร้อยภายในเดือน เมษายน 2551 ตามที่กำหนดตกลงกันไว้แต่เดิม

จึงต้องเอาแบบเอาของไปเทหล่อที่ประเทศลาว ทำพิธีรักษาหน้าก่อนหนึ่งองค์ ก่อนจะกลับมาทำให้ครบทั้ง 3 ชุด ช่างสุชาติ มีปัญหาจนล้มละลาย ลูกน้องแตกกระสาน ซ่านเซ็นกันไปคนละทิศละทาง เงินก็หมด พระก็ไม่เสร็จ ทางคุณหมอเองก็ถูกทางศรัทธาญาติโยมที่ท่านไปบอกบุญ เพื่อนำเงินเขามาสร้างพระแต่ก็มองไม่เห็นทางก้าวหน้าว่าจะเสร็จเสียที พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็โทรมาไตร่ถามเรื่องราว เพราะว่าส่วนหนึ่งที่ทางคุณหมอรับเงินมาทำพระก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วย

จึงได้กราบเรียนรายละเอียดให้ท่านฟัง ท่านก็ว่าขณะนี้ในมุมมองความเห็นของศรัทธาบางท่านคิดไปว่าทางวัดบึงแสนสุขกับช่างร่วมกันโกง จะมาเอาเรื่อง ก็เลยเรียนท่านไปว่าความจริงก็เป็นอย่างนี้ จะฆ่าก็ฆ่าจะแกงก็แกง อย่างไรก็ยอมหมด แต่กระผมจะพยายามทำให้สำเร็จให้ได้

อุปสรรคมี คนดีเกิด
ก็ได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไรดีจึงจะสำเร็จ ไม่ให้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และคุณหมอต้องพลอยเสียชื่อเสียงไปด้ย นับว่าโชคยังเข้าข้าง ลูกมือช่างฝีมือเอกทั้งสองคนของช่างสุชาติ ได้มาทำงานอยู่ด้วยที่

วัดบึงแสนสุข จึงได้พูดคุยตกลงกันว่าจะช่วยทำให้แล้วเสร็จ อาจจะเป็นเพราะบุญเก่าของช่างทั้งสอง ช่วยงานในการสร้างพระด้วย เป็นเด็กวัดด้วยไปในตัว จนในที่สุดช่างทั้งสองนั้นได้เกิดศรัทธาประสงค์บวชทั้งคู่ ในพรรษาปี 2551 องค์หนึ่งอยู่ที่วัดบึงแสนสุข อีกองค์อยู่วัดป่าไทยเจริญ บุรีรัมย์ อาตมาเป็นจัดเป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้ทั้งคู่

จะว่าน่าแปลกก็แปลก จะว่าน่ายินดีก็ควรยินดี ก็คือเรื่องของ ช่างทั้งสอง (ซึ่งตอนนี้เป็นพระช่่าง) ที่ช่วยกันสร้างพระแก้วมรกตให้นั้น หลังจากที่ช่างสุชาติผู้รับเหมาหนีหายไป ช่างทั้งสองก็มีจิตโน้มเอียงเข้ามาช่วยทำพระแก้วมรกต (จำลอง) ให้แล้วเสร็จ นับว่าน่าอนุโมทนากับท่านทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง และก็ดูแล้ววี่แววของท่านทั้งสอง เห็นว่าน่าจะอยู่ช่วยทะนุบำรุง สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปอีกยาวนานอย่างแน่นนอน (ตามสายตาทีดู และความรู้สึกที่อาตามามี)

ความคืบหน้า และ ค่าใช้จ่าย
หลังจากบวชแล้ว (จากช่างเป็นพระช่าง) ท่านจึงได้รับเอาพระแก้วมรกตไปดำเนินการสร้างต่อที่บุรีรัมย์ ช่างสุชาติทิ้งงาน ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ตกอยู่ที่อาตมาจำต้องใช้เงินวัดสำรองจ่ายไปกว่า 250,000 บาทก่อนแล้ว กล่าวถึงทางคุณหมอเองก็เดือดร้อนเพราะทางหมู่คณะศรัทธาทวงถาม เห็นใจท่านเป็นอันมากแต่อาตมาเองก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร จะขอรับจากศรัทธาหรือก็ละอายใจนัก จึงได้แต่ค่อย ๆ ทำไป มุ่งมั่นตั้งใจว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็จะขอรับภาระไว้แต่เพียงผู้เดียว คงเป็นเพราะบุญที่มีพระทั้งสองรูปช่วยงาน ขณะเขียนเรื่องนี้ หล่อองค์พระเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 8 องค์ เตรียมขนย้ายไปที่วัดภูนกยูง ที่อยู่ใกล้ด่านช่องเม็กเพื่อความสะดวกในการ ดำเนินเรื่องขอนำพระเข้าประเทศลาว และการขนส่ง อีก 1 องค์อยู่ที่ฝั่งลาวเรียบร้อยแล้วเหลือแต่ต้องนำช่างไปแต่งให้เรียบร้อย คำนวณจริงๆ แล้วก็ต้องใช้งบการสร้างประมาณองค์ละ 45,000 บาทจึงจะพอ แม้เงินไม่พอ วัสดุอุปกรณ์ไม่พร้อม แต่เพราะ่ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านอาจารย์จิตรกร และพระบวชใหม่ทั้งสองรูปอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีญาติโยมที่ช่วยงานสนับสนุนด้วยเรื่องการติดต่อ เดินทางและค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ (แต่บ่อย) จิปาถะ เป็นที่น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์จิตรกรรับภาระจัดการเรื่องเอกสารเพื่อนำพระข้ามฝั่ง คาดว่าหากไม่มีปัญหาใดๆ น่าจะสามารถนำข้ามได้หลังวันที่ 8 ธันวา นี้ ปัญหาที่ยังเหลือก็คงเป็นเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายการขนส่ง และค่าวัสดุในการตกแต่งองค์พระที่อยู่ในประเทศลาวอีกองค์เท่านั้น


สร้างพระแก้วมรกต สร้างพระคู่บ้านคู่เมือง
การจะได้สร้างพระแก้วมรกตนี้ตามความรู้สึกของอาตมาแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสที่ยากหากได้ยากมากๆ ที่จะได้ทำแบบที่ตนเองทำอยู่ เพราะได้มีโอกาสเริ่มสร้างเองตั้งแต่ทำแบบ
แม้จะได้รับความลำบากจากอุปสรรคบ้าง ก็เป็นเพียงแต่ช่วงเริ่มต้นที่ถือว่าพ้นไปแล้วผ่าน จะเหลือก็เพียงดำเนินการนำไปถวายประดิษฐานไว้ที่ยังแขวงนครจำปาสักให้ได้ตามที่ประสงค์ให้จงได้ แม้จะมีอุปสรรคมากมายก็ตามที

เหนื่อยกายใจการจะทำอะไรกว่าจะสำเร็จในแต่ละงานต้องอดทนมากจริงๆ ต้องใจเย็นพอ เขามองแต่ว่าแบ่งเขาแบ่งเรา แต่อาตมาไม่แบ่งด้วยหรอกเราคิดแต่ว่าอันไหนเป็นบุญอันไหนทำได้ด้วยยิ่งดี มีหลายคนต่อว่าอาตมาว่าชอบเอาของไปให้ลาว ชอบพาคนไปเที่ยวทำบุญที่ประเทศลาวทำให้เราขาดดุลย์ เพราะขนเอาเงินออกต่างประเทศ หรือไม่ก็ว่าอาตมาเอาเงินไปใช้ผิดประเภท ช่างคนเขาเถิด อาตมาคิดถึงแต่บุญกุศล การมีสัมพันธภาพอันดีต่อกัน การเผยแพร่ การตอบแทนบุญคุณผู้มีอุปการะ ผู้ทำบุญก็ได้บุญ ได้เที่ยวชมในสิ่งที่ตนต้องการ ในโลกนี้ ก็มีแต่เมืองไทยเมืองลาว ที่เรียกตัวว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และที่สำคัญความใจกว้างไม่แบ่งเขาแบ่งเรา มีแต่เราเท่านั้นมีอะไรก็แบ่งปันกันไป อบอุ่นจะตายไปเนอะ จะว่าไปแล้วเราก็เป็นญาติเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น หาใช่ใครอื่นไม่

พระแก้วมรกตถือเป็นพระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ ไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ล้านนา หรือแม้กระทั้งลาว ล้านช้าง หรือทั้งทางกรุงเทพฯ ต่างฝ่าย ก็ต่างถือว่าเป็นของตน นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีหนึ่งเดียว อันเป็นเอกในเมืองไทย เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองคู่กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะอาจจะเป็นของอันเอก จึงสร้างได้ยากนัก แต่อาตมาถือว่ายิ่งยาก ยิ่งมากด้วยบารมี โอกาสดีมีน้อยนิดเสียจริงดังว่า บ้างครั้งมีของ แต่ไม่มีคนรับ บางครั้งมีคนรับ แต่ไม่มีของ มันจึงไม่ประสบความสำเร็จในการทำบุญสุนทรทาน แต่ในวาระโอกาสนี้ช่างดีเสียนี่กระไร เหตุปัจจัยช่างพร้อมมูล บุญแท้ ๆ หนอ มีหลายวาระโอกาสที่มีผู้ต้องการพระพุทธรูปจากเรา แต่เอาเข้าไปลาวไม่ได้ ให้ติดขัดหลายประการ บุญบังเกิดเปิดโอกาสให้แล้วรีบไคว่คว้าเอาเร็วๆ เด้อ

หลวงตามอด


followLA.jpg

ตอนที่ ๔ ของขึ้น
เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม บางครั้งบางคราวความอดทนของพระก็หมดเป็นเช่นกัน หาใช่ว่าปฏิบัติธรรมแล้วกิเลสทั้งหลายทั้งปวงจะหลุดร่วงไปหมดเสียทันที บางแห่ง บางที่รู้สึกจะหนา และแน่นขึ้นเสียด้วยซ้ำในบางกรณี
อยู่กับพระฝรั่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก มีทั้งคนที่ชอบและคนที่ไม่ชอบ กรีณีที่หลวงอาจะเล่านี่เป็นเรื่องการแจกแบ่งผลประโยชน์ เรื่องของพระบางเรื่องอาจจะมองเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆสำหรับญาติโยม แต่ในวัดไม่มีสิ่งอื่นให้ยั่วยวน หรือหลีกเร้นมากนัก พระเณรอาจจะเขม่นกันได้เพียงเพราะเรื่องการแจกแบ่งน้ำตาล อาหาร หรือชอคโกเล็ต หรือการได้เข้าใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ซึ่งฟังดูอาจจะเป็นเรื่องน่าหัวสำหรับญาติโยมทั่วไป แต่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีความรู้สึกว่ามีเรา มีเขา เสียกระมัง ที่เราจะมองเห็นประโยชน์ และความสุขของเราเป็นเรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆ เลย
ในวัดป่าจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พระเณรได้ใช้กัน ฟังดูเหมือนจะสะดวกมากหากไม่เคยได้เข้าไปสัมผัสขั้นตอน และการแจกแบ่งเวลาในการใช้ แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า ความต้องการ มันจะมีมากกว่าสิ่งสนองความต้องการเสมอสำหรับปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่เว้นแม้แต่ในวัด ขั้นตอนการแบ่งเวลาใช้คอมพิวเตอร์ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นระเบียบที่ดีมากในแผ่นกระดาษ ที่แปะเป็นประกาศไว้หน้าห้อง แต่…ปัญหามักจะตามมาเมื่อมีคนผู้ใช้เข้าไปเกี่ยวข้องกับห้อง และอุปกรณ์เหล่านั้น บางครั้งพระลงเวลาตั้งใจว่าจะใช้เวลานั้น เวลานี้ แต่ไม่สะดวกจะใช้ตามที่ตั้งใจไว้ ข้อนี้เป็นปัญหาบ้างแต่ไม่มากนัก ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อพระที่อยากใช้แต่ไม่มีที่ลงเวลาขอใช้ เพราะเพื่อนจองไว้ก่อนแล้ว ปัญหาใหญ่มากๆ อีกอันก็คือมีผู้ลงเวลาใช้แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่ยอมเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากตำแหน่ง ผู้ที่รอก็เริ่มเกิดอาการที่ต้องแก้ไขด้วยความอดทน ฝึกขันติบารมี หรือไม่ก็ต้องใช้ความชำนาญในเรื่อง NVC (None Violent Communication) เพื่อติดต่อขอให้ผู้นั่งเจ่าหน้าจอเคารพเวลา
หากกรณีเหล่านั้นได้ผลเสียแต่ต้นมือปัญหาความขัดแย้งก็หาได้เกิดไม่ ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อมีมาเฟียร์น้อยๆ เกิดขึ้นในจิตของผู้นั่งเจ่าจอง อาจจะมีรุนแรงถึงขั้นถกเถียง ต่อว่า หรืองัดเอาความมีพรรษา ความรับผิดชอบ (อันตัวเห็นว่าสำคัญยิ่ง) ขึ้นมาข่มกัน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของการอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ ส่วนใหญ่แล้วก็จะจบได้ด้วยดีเป็นกรณีๆ ไป เว้นเสียแต่ว่ามีการล๊อบบี้เกิดขึ้น
อาจจะสงสัยว่าเป็นไปได้หรือการล๊อบบี้ ภายในวัด ก็ต้องยืนยันว่าเป็นไปได้ แต่่ในสมัยศัพท์นี้ยังไม่เคยได้ยิน เราจะเรียกว่า police monk พระตำรวจ หรือพระขี้ฟ้องเสียมากกว่า หากเห็นใครนั่งใกล้ๆ ท่านพระจารย์ทำตาหลอกแหลก ๆ เคร่งๆ ติ๋มๆ แล้วท่านพระอาจารย์ (ที่ปกติเดินทางลงไปกรุงเทพเดือนละครั้งสองครั้ง) เริ่มแสดงธรรมเกี่ยวกับปัญหาเล็กๆ ในวัด นั่นแลแสดงว่าท่านผู้นั้นทำงานได้สำเร็จ ผลดีที่เกิดขึ้นก็คือพระเณรสงบเสงี่ยมขึ้น(เล็กน้อย) ผลเสีย(หายร้ายแรง) ก็คือท่านผู้ฟ้องจะเป็นบุคคลที่ต้องถูกจับตามองว่า ท่านองค์นี้มาหรือยัง…จำต้องหลีกๆ เลี่ยงๆ ไม่เข้าใกล้จะเป็นอันปลอดภัย
หากตำรวจเป็นผู้น้อยก็ไม่กระทบหมู่มากนัก ปัญหาจะใหญ่ขึ้นเมื่อผู้ทำหน้าที่นี้เป็นผู้ใหญ่ผู้มี priority และโอกาสพูดคุยกับพระอาจารย์บ่อยกว่าผู้อื่นในสายตาของผุ้น้อยซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ในวัด เรื่องเกิดจากเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงใหญ่ๆ แบบที่ไม่รู้ตัวว่าท่านเรียนพระอาจารย์เรื่องอะไรบ้าง พวกเราก็จะเริ่มซุบซิบ ๆ กัน
จนเรื่องมาถึงตัวหลวงอา ซึ่งปกติแล้วก็จะไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดท่านพระอาจารย์มากนักเพราะยังรู้สึกตัวว่ายังใหม่อยู่ในวัด วันหนึ่งท่านพระอาจารย์เดินเข้ามาบีบไหล่จากทางด้านหลัง ขณะที่กำลังนั่งกรอกน้ำใส่กระติกเพื่อนำไปฉัน แล้วพูดว่า “สร้างปัญหาเยอะเหมือนกันนะเรา” ความรู้สึกตอนนั้น งงนิด ๆ น้อยใจหน่อยๆ แต่โกรธตะหงิด ๆ ยังไม่รุนแรง นั่งคิด เดินคิด นอนคิด เราสร้างปัญหาอะไรหวา ท่านพระอาจารย์เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ แล้วเรื่องที่ต้องถูกตำหนิมาจากใครหนอ
เอ๊าะ อ๋อ… ถึงบางอ้อ เมื่อพระผู้ร่วมชะตาเดียวกันมาเล่าให้ฟัง พระผู้ใหญ่ผู้ไปรับท่านพระอาจารย์ที่สนามบินนั่นเอง รายงานเรื่องอันที่เราเขม่นกันในการใช้คอมพิวเตอร์และปริ๊นเตอร์
ความโกรธเริ่มก่อตัวขึ้น ความรู้สึกว่าไม่ยอมเริ่มฟักตัวขึ้น ภาษาอังกฤษอันน้อยนิดเท่าหางเต่าที่มีอยู่ ซึ่งปรกติจะสงวนท่าทีไม่ค่อยใช้ แต่คราวนี้ งัดออกมาหมด ผิดๆ ถูกๆ ยกมือไหว้พระเถระแล้วฝืนใจยิ้มเจื่อนๆ จูงมือท่านไป จากศาลาโรงฉัน เดินไปเกือบครึ่งกิโลเมตรกว่าจะถึงกุฏิพระอาจรย์ ลักษณะการจูง น่าจะเป็นกึงจูงกึ่งลากเสียมากกว่า เพราะพระเถระเองก็ดูท่าว่ายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ถึงกุฏิพระอาจารย์ ท่านเองก็ทำหน้างงๆ กราบท่านเสร็จหลวงอาเองก็เริ่มถาม เรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ อันพอประติดประต่อ ได้ใจความบ้างไม่ได้ใจความบ้าง ไม่ถึงขนาดว่ากระด๋อกระแด๋ได้ ด้วยน้ำหนักที่รุนแรง น้ำเสียงที่ดุดัน สายตาที่ทมึงตึง พร้อมกับนิ้วที่พร้อมจะชี้หน้าพระเถระรูปนั้นได้เสมออย่างไม่ได้เกรงใจ และไม่กลัว เวลาที่พระเถระท่านก็ชี้แจงแบบของท่าน ก็หยุดรับฟังท่าน แต่มองว่าเป็นเรื่องแก้ตัวมากกว่า ท่านพระอาจารย์ก็นั่งฟังด้วยกริยานุ่มๆ รับฟังไปเรื่อยๆ จนความอึดอัดในใจหมดไปจากใจหลวงอา และรู้สึกว่าหมดปัญหากับพระเถระ คราวนี้ถึงคราวพระอาจารย์ คำพูดที่จำได้ตอนนั้นก็คือตำหนิท่านว่า “ท่านพระอาจารย์ก่อนจะตัดสินใจอะไร ควรจะรู้จักฟังความทั้งสองฝ่ายนะครับ ไม่ใช่ว่าใครมาพูดอะไรให้ฟังก็เชื่อไปอย่างนั้น” พูดด้วยน้ำเสียงที่ดุมากๆ ท่านพระอาจารย์ก็รับว่า “ครับๆ”
นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่า ปรกติแล้วหลวงอาจะชอบความ อลุ่ม อล่่วย หยวนๆ ยอมๆ กันไป หากไม่ชอบก็บอกกันแบบที่เล่นทีจริง แต่ชัดเจน เพราะไม่ชอบการทะเลาะ หรือถกเถียง เนื่องจากรู้สึกอึดอัด แต่เมื่อมันถึงขีดจำกัดจนถึงขั้นของขึ้นยอมไม่ได้เหมือนกัน
เช้าอีกวัน เหตุการณ์ในวัดก็ดำเนินไปตามปรกติ แต่ในความรู้สึกในใจ คะแนนความนิยมพระฝรั่งถอยรูดลงไปอีกหลายคะแนน คะแนนความนิยมของท่านที่มีต่อหลวงอาก็คงจะลดลงไปเยอะไม่ต่างกัน

ตอนที่ ๕ เวลาดื่มน้ำปานะ

Pana.png

ชาวบ้านและคนไทยทั่วๆ ไปมักจะเข้าใจว่าฝรั่งทุกคนรวย และมีศรัทธาแรงกล้ามากถึงได้เข้ามาบวชเป็นพระในประเทศไทย และท่านเหล่านั้นก็จะปฏิบัติกันเคร่งครัด เอาจริงเอาจังมากว่าพระไทย ซึ่งเห็นเกร่อบ้าน เกร่อเมือง ไปหมด บวชๆ ป๊อบๆ แป๊บๆ สามวัน เจ็ดวัน หรือสองอาทิตย์ น้อยนักน้อยหนาจะบวชกันสักสามเดือนตามประเพณีโบราณ
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจริง แต่ก็ต้องเสริมให้ชัดเจนว่าเป็นเพียงบางส่วน จะได้ไม่ว่าหลวงอาเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียวเหมือนนักการเมืองผู้บริหารประเทศของเรา และผู้ประท้วงต่อต้าน บางท่านบางคน
ปัญหาของวัดนานาชาติก็คือบางครั้งเราอยู่กันอดๆ อยากๆ หาได้ร่ำรวย มีเงินทองเหลือเฟือ ให้พระได้ฟุ่มเฟือยอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกันไม่ แต่อาจจะดีหน่อยตรงที่มีศรัทธามาช่วยเรื่องใหญ่ๆ เช่นการก่อสร้างเสนาสนะ และการเดินทาง หรือช่วยเหลือส่วนอื่นๆ ให้สะดวกกว่าวัดในเมืองไทยทั่วๆ ไป เพราะเราเป็นวัดเดียวที่เป็น International ในภาคอิสาณ หรืออาจจะเรียกว่าในประเทศก็ว่าได้ แต่การเป็นอยู่ขับฉันของพระก็หาได้ต่างจากวัดอื่นๆ ไม่ ข้าวเหนียว(แข็งแข็ง เหม็นอับๆ) ตำบักหุ่ง(มะละกอ) เนี๊ยนบั๊กอึ๊, บั๊กเขีย, บั๊กมี่ แล หน่อไม้ (ซุ๊บฟักทอง, มะเขือ, ขนุน) แอดน์(และ) คั่วแมงกุดจี่ ต๊ะ(และ) แมงจีนุน ย่างเขียด ต้มอึ่งใบมะขามอ่อน แกงเห็ดโคน (จากป่าวัด) เมี่ยงมดแดง แกงผักหวาน (ใส่ไข่มดแดง) มีให้เห็นในบาตรไม่เคยขาด จะมีอาหารฝรั่งให้เห็นบ้าง ร๋อมแร๋ม ก็บ่ถือคิ๊ง (ถูกใจ) พระฝรั่งสักเท่าใด เพราะมันไม่เหมือนของที่เค้าคุ้นเคยกันจริงๆ
น้ำปานะที่พระฉันได้ตอนเย็นก็จะมี น้ำกาแฟ โกโก้ ผสมน้ำตาลและ ใส่วิญญาณคอฟฟี่เมต เพราะมันบางๆ อยู่ในกาอย่างละใบโตๆ บนรถเลื่อนเล็กผ่านมาให้พระหนุ่มได้คลายความโหยหิว ในช่วงบ่าย
กติกามารยาท ก็คือ ทุกท่าน ทุกองค์มีสิทธิ์ เทใส่โจก (แก้วแสตนเลส) ท่านได้ คราวละแก้ว สองรอบ ก็เป็นสองแก้ว จึงไม่แปลกที่จะเห็นพระมีโจกใบใหญ่ๆ ขนาดน้องหม้อเล็กๆ
แต่ความโหยหิว หาได้ซ่างซาไปไม่ ปัญหาก็เลยเกิด เพราะจะมีพระผู้มีความหิวเหลืออยู่ (รวมทั้งหลวงอาด้วย) เดินตามไปขอนำปานะที่เหลือ จากปะขาวที่โรงครัว ถือกันเป็นประเพณีกึ่งลับๆ ไม่เป็นที่ปกปิด แต่ไม่เปิดเผย
แต่… เรื่องก็แดงจนได้ เพราะหลวงอาเล่าให้ฟ้งข้างต้นว่าวัดเราจะมีพระตำรวจปะปนเป็นสายลับให้พระอาจารย์อยู่เสมอ วันหนึ้งขณะฉันน้ำปานะเห็นพระรูปหนึ่ง มีอาการออกแววว่าเป็นสายลับ เพราะเริ่มมีสายตาหลอกแหลก ขรึมๆ พูดอะไรกับพระอาจารย์ อีกสักพักพระอาจารย์ก็ประกาศออกมาว่า “ต่อไปนี้ห้ามพระเณร ไปขอน้ำปานะที่เหลือจากที่โรงครัวฉัน” พระเณรทุกรูปเงียบ ยอมรับโดยดุษฏี เห็นแต่ความขุ่นๆ อยู่ในใจของผู้หิวโหยส่วนมาก แต่การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นวิธีที่พระวัดป่าเรียนรู้รวดเร็วนัก มีพระรูปหน่ึงประนมมือขึ้นแล้วถามท่านพระอาจารย์ว่า “แล้วหากเป็นระหว่างกุฏิพระอาจารย์ กับโรงครัวละครับ? ท่านพระอาจารย์อมยิ้มแล้วตอบว่า “ระหว่างนั้นไม่เป็นไร” พระเณรส่วนใหญ่ ยิ้มกริ่ม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พลพรรคผู้หิวโหย มองพระสปายในสายตาที่เบื่อหน่าย และนำเอามาเป็นเรื่องคุยให้ขำกันได้อีกหลายปี
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าไม่อยากเป็นคนน่าเบื่อ ไม่ควรเป็นคนขี้ฟ้อง จ้องจับผิดคนอื่นบ่อยเกินไปนัก
-อ่านต่อ ฉบับหน้า-


etadagga.jpg

นางวิสาขา
เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายิกา
ต่อจากฉบับที่แล้ว

คุณสมบัติพิเศษประจำตัวนางวิสาขา 
ในบรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย นางวิสาขานับว่าเป็นผู้มีบุญสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติมากเป็นพิเศษกว่าอุบาสิกาคนอื่น ๆ หลายประการ เช่น..
   ๑ . ลักษณะของผู้มีวัยงาม คือ แม้ว่านางจะมีอายุมาก มีลูกชาย-ลูกหญิง ถึง ๒๐ คน ลูกเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกตั้งคนละ ๒๐ คน นางก็มีหลานนับได้ ๔๐๐ คน หลานเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ ๒๐ คน นางวิสาขามีเหลนนับได้ ๘,๐๐๐ คน ดังนั้น คนจำนวน ๘,๔๒๐ คน มีต้นกำเนิดมาจากนางวิสาขา นางมีอายุยืน ได้เห็นหลานเหลนทุกคน แม้นางมีอายุถึง ๑๒๐ ปี แต่ขณะเมื่อนางนั่งอยู่ในกลุ่มของลูก หลาน เหลน นางจะมีลักษณะวัยใกล้เคียงกับคนเหล่านัน คนพวกอื่นไม่สามารถทราบได้ว่า นางวิสาขาคือคนไหน แต่สังเกตได้เมื่อเวลาจะลุกขึ้นยืน ธรรมดาคนหนุ่มสาวจะลุกขึ้นได้ในทันที แต่สำหรับคนแก่จะต้องใช้มือยันพื้นช่วยพยุงกาย และจะยกก้นขึ้นก่อน นั้นแหละจึงจะทราบว่า นางวิสาขาคือคนไหน
  ๒ . นางมีกำลังมากเท่ากับช้าง ๕ เชื่อกรวมกัน ครั้งหนึ่ง พระราชามีพระประสงค์จะทดลองกำลังของนาง จึงรับสั่งให้ปล่อยช้างพลายตัวที่กำลังมากเพื่อให้วิ่งชนนางวิสาขา นางเห็นช้างวิ่งตรงเข้ามา จึงคิดว่า “ ถ้าเราจับช้างนี้ด้วยมือข้างเดียวแล้วผลักไป ช้างนี้ก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เราก็จะบาป ควรรักษาชีวิตช้างไว้จะดีกว่า ” นางจึงใช้นิ้วเพียงสองนิ้วจับช้างที่งวงแล้วเหวี่ยงไปปรากฏว่าช่างถึงกับล้มกลิ้ง แต่ก็ไม่เป็นอันตราย
  ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ชนทั้งหลายเมื่อจัดงานมงคลในบ้านเรือนของตนจึงพากันเชิญนางวิสาขาให้ไปเป็นประธานในงาน มอบให้นางเป็นผู้นำในพิธีต่าง ๆ แม้แต่อาหารก็ให้นางทานก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล จนนางวิสาขาไม่มีเวลาปฏิบัติพระภิกษุที่มาฉันในบ้านของตน ต้องมอบให้ลูก ๆ หลาน ๆ ดำเนินการให้
นางวิสสาขาร้องไห้อาลัยหลาน 
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม ซึ่งนางวิสาขาเป็นผู้สร้างถวาย ใกล้กรุงสาวัตถี ขณะนั้น หลานสาวชื่อว่าสุทัตตีผู้เป็นที่รักเป็นที่พอใจอย่างยิ่งได้ถึงแก่กรรมลง ทำให้นางเศร้าโศกเสียใจร้องไห้รำพันถึงหลานรัก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้ง ๆ ที่กำลังร้องไห้อยู่ด้วย พระพุทธองค์ตรัสถามเหตุแห่งความเศร้าโศก ทรงทราบโดยตลอดแล้ว จึงตรัสถามว่า..
“ ดูก่อนวิสาขา ในพระนครสาวัตถีนี้ เธอต้องการบุตรหลานสักกี่คน ?”
 “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ต้องการบุตรหลานในพระนครนี้ทั้งหมด พระเจ้าข้า”   “ ดูก่อนวิสาขา ก็ในพระนครสาวัตถีนี้ มีคนตายวันละเท่าไร ?”
 “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในพระนครสาวัตถีนี้ มีคนตายวันละ ๑ คนบ้าง ๒ คนบ้าง ถึงวันละ ๑๐ คนบ้าง พระเจ้าข้า”
 “ ดูก่อนวิสาขา ถ้าคนเหล่านั้นเป็นบุตรหลานของเธอจริง เธอก็คงมีหน้าเปียกชุ่มด้วยน้ำตาโดยไม่มีวันแห้งเหือดวิสาขา คนในโลกนี้ ผู้ใดมีสิ่งเป็นที่รัก ๑๐๐ ผู้นั้นก็จะมีทุกข์ถึง ๑๐๐ ผู้ใดมีสิ่งที่เป็นที่รัก ๕๐ ผู้นั้นก็จะมีทุกข์ถึง ๕๐ เช่นกัน และถ้าผู้ใดมีสิ่งเป็นที่รักเพียง ๑ เดียว ผู้นั้นก็จะมีทุกข์เพียง ๑ เดียวเช่นกัน”
“ ดูก่อนวิสาขา เราขอบอกเธอว่า ความทุกข์ ความเศร้าโศก ความพิไรรำพันที่คนทั้งหลายประสบกันอยู่ในโลกนี้ ก็เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ถ้าไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักแล้ว ความทุกข์ ความเศร้าโศก ความพิไรรำพันเหล่านั้นก็ไม่มี ผู้นั้นก็จะมีแต่ความสุข ดังนั้น ผู้ปรารถนาความสุขให้กับตนเอง ก็ไม่ควรทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก”
นางวิสาขา เมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสสอนจบลงแล้ว ก็คลายจากความเศร้าโศก แต่เพราะความที่นางมีลูกหลานหลายคน ซึ่งต่อจากนั้นอีกไม่นานนักหลานสาวอีกคนหนึ่ง ที่นางได้มอบหมายหน้าที่ประจำก็ได้ถึงแก่ความตายลงอีก นางวิสาขาก็ต้องเสียน้ำตาร่ำไห้ด้วยความรักอาลัยต่อหลานสาวเป็นครั้งที่สอง และพระพุทธองค์ก็ทรงเทศนาโปรดนางให้คลายความเศร้าโศกลงดุจเดียวกับครั้งก่อน
นางวิสาขาสร้างวัด 
โดยปกตินางวิสาขาจะไปวัดวันละ ๒ ครั้ง คือ เช้า- เย็น และเมื่อไปก็จะไม่ไปมือเปล่า ถ้าไปเวลาเช้าก็จะต้องมีของเคี่ยวของฉันเป็นอาหารไปถวายพระ ถ้าไปเวลาเย็นก็จะถือน้ำปานะไปถวาย เพราะนางมีปกติทำอย่างนี้เป็นประจำ จนเป็นที่ทราบกันดีทั้งพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกาทั้งหลาย แม้นางเองก็ไม่กล้าที่จะไปวัดด้วยมือเปล่า ๆ เพราะละอายที่พระภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยต่างก็จะมองดูที่มือว่านางถืออะไรมา และก่อนที่นางจะออกจากวัดกลับบ้าน นางจะเดินเยี่ยมเยือนถามไถ่ความสุข ความทุกข์ และความประสงค์ของพระภิกษุสามเณร และเยี่ยมภิกษุไข้จนทั่วถึงทุก ๆ องค์ก่อนจึงกลับบ้าน
  วันหนึ่ง เมื่อนางมาถึงวัด นางได้ถอดเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์มอบให้หญิงสาวผู้ติดตามถือไว้ เมื่อเสร็จกิจการฟังธรรมเเละเยี่ยมเยือนพระภิกษุสามเณรแล้วขณะเดินกลับบ้านนางได้บอกให้หญิงรับใช้ส่งเครื่องประดับให้ แต่หญิงรับใช้ลืมไว้ที่ศาลาฟังธรรม นางจึงบอกให้กลับไปนำมา แต่สั่งว่า ถ้าพระอานนท์เก็บรักษาไว้ก็ไม่ต้องเอามาคืนมา ให้มอบถวายท่านไปเลย เพราะนางคิดว่าจะไม่ประดับเครื่องประดับที่พระคุณเจ้าถูกต้องสำผัสแล้ว ซึ่งพระอานนท์ท่านก็มักจะเก็บรักษาของที่อุบาสกอุบาสิกาลือไว้เสมอ
  และได้เป็นไปตามที่นางคิดไว้จริง ๆ แต่นางก็กลับคิดได้อีกว่า “ เครื่องประดับนี้ไม่มีประโยชน์แก่พระเถระ” ดังนั้นนางจึงขอรับคืนมาแล้วนำออกขายในราคา ๙ โกฏิ กับ ๑ แสนกหาปณะ ตามราคาทุนที่ทำไว้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดมีทรัพย์พอที่จะซื้อเอาไว้ได้ นางจึงต้องซื้อเอาไว้เอง ด้วยการนำทรัพย์เท่านั้นมาซื้อที่ดินและวัสดุก่อสร้าง ดำเนินการสร้างถวายเป็นพระอารามที่ประทับของพระบรมศาสดา และเป็นที่อยู่อาศัยจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์สามเณร พระบรมศาสดา รับสั่งให้พระมหาโมคคัลลนะ เป็นผู้อำนวยการดูแลการก่อสร้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาท ๒ ชั้น มีห้องสำหรับพระภิกษุพักอาศัยชั้นละ ๕๐๐ ห้อง โดยใช้เวลาก่อสร้างถึง ๙ เดือน และเมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ได้นามว่า “ พระวิหารบุพพาราม”
เพราะพระเปลือยกายจึงถวายผ้าอาบน้ำฝน 
โดยปกตินางวิสาขา จะกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มาเสวยและฉันภัตตาหารที่บ้านของนางเป็นประจำ เมื่อการจัดเตรียมภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะให้สาวใช้ไปกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ให้เสด็จไปยังบ้านของนาง
  วันหนึ่ง สาวใช้ได้มาตามปกติเหมือนทักวัน แต่วันนั้นมีฝนตกลงมาพระสงฆ์ทั้งหลาย จึงพากันเปลือยกายอาบน้ำฝน เมื่อสาวใช้มาเห็นเข้าก็ตกใจเพราะความที่ตนมีปัญญาน้อยคิดว่าเป็นนักบวชชีเปลือย จึงรีบไปแจ้งแก่นางวิสาขาว่า  “ ข้าแต่แม่เจ้า วันนี้ที่วัดไม่มีพระอยู่เลย เห็นมีแต่ชีเปลือยแก้ผ้าอาบน้ำ กันอยู่ ”
  นางวิสาขา ได้ฟังคำบอกเล่าของสาวใช้ เพราะความที่นางเป็น พระอริยบุคคลชั้นโสดาบันเป็นพระมหาอุบาสิกา เป็นผู้มีปัญญาศรัทธาเลื่อมใส มีความใกล้ชิดกับพระภิกษุสงฆ์ จึงทราบเหตุการณ์โดยตลอดว่า พระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้พระภิกษุมีผ้าสำหรับใช้สอยเพียง ๓ ผืน คือ ผ้าจีวรสำหรับห่ม ผ้าสังฆาฏิสำหรับห่มซ้อน และผ้าสบงสำหรับนุ่ง ดังนั้น เมื่อเวลาพระภิกษุจะอาบน้ำจึงไม่มีผ้าสำหรับผลัดอาบน้ำ ก็จำเป็นต้องเปลือยกายอาบน้ำ
  อาศัยเหตุนี้ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาประทับที่บ้านและเสร็จภัตกิจแล้วนางวิสาขาจึงได้เข้าไปกราบทูลขอพร เพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์ประทานอนุญาตตามที่ขอนั้น นางวิสาขาก็เป็นบุคคลแรกที่ได้ถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์

พระภิกษุคิดว่านางเป็นบ้า 
นางวิสาขา ได้ชื่อว่าเป็นมหาอุบาสกาผู้ยิ่งใหญ่ เป็นยอดแห่งอุปัฏฐายิกาทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยวัตถุจตุปัจจัยไทยทานต่าง ๆ ทั้งที่ถวายเป็นของสงฆ์ส่วนรวม และถวายเป็นของสงฆ์ส่วนบุคคลคือแก่ภิกษุแต่ละองค์ ๆ การทำบุญของนางนับว่าครบถ้วนทุกประการตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ดังคำที่นางเปล่งอุทานในวันฉลองวิหาร คือวัดบุพพาราม ที่นางสร้างถวายนั้นด้วยคำว่า..
  “ ความปรารถนาใด ๆ ที่เราตั้งไว้ในกาลก่อน ความปรารถนานั้น ๆ ทั้งหมดของเราได้สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทุกประการแล้ว”
  ความปรารถนาเหล่านั้นคือ…
๑. ความปรารถนาที่จะสร้างปราสาทฉาบด้วยปูนถวายเป็นพระวิหารทาน
๒. ความปรารถนาที่จะถวายเตียง ตั่ง ฟูก หมอน และเสนาสนภัณฑ์
๓. ความปรารถนาที่ะถวายสลากภัตเป็นโภชนทาน
๔. ความปรารถนาที่จะถวายผ้ากาสาสิกพัสตร์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เป็นจีวรทาน
๕. ความปรารถนาที่จะถวายเนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นเภสัชทาน
  ความปรารถนาเหล่านั้นของนางวิสาขาสำเร็จครอบถ้วนทุกประการ สร้างความเอิบอิ่มใจแก่นางยิ่งนัก นางจึงเดินเวียนรอบปราสาทอันเป็นวิการทานพร้อมทั้งเปล่งอุทานดังกล่าว
  พระภิกษุทั้งหลาย ได้เห็นกิริยาอาการของนางวิสาขาแล้ว ต่างก็รู้สึกประหลาดใจ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง จึงพร้อมใจกันเข้าไปกราบทูลถามพระบรมศาสดาว่า
  “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญตั้งแต่ได้พบเห็นและรู้จักนางวิสาขามาก็เป็นเวลานานพวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่เคยเห็นนางขับร้องเพลงและแสดงอาการอย่างนี้มาก่อนเลย แต่วันนี้ นางอยู่ในท่ามกลางการแวดล้อมของบรรดาบุตรธิดาและหลาน ๆ ได้เดินเวียนรอบปราสาทและบ่นพึมพำคล้ายกับร้องเพลง เข้าใจว่าดีของนางคงจะกำเริบ หรือไม่นางก็คงจะเสียจริตไปแล้วหรืออย่างไร พระเจ้าข้า ?”
  พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า
“ ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเรามิได้ขับร้องเพลงหรือเสียจริตอย่างที่พวกเธอเข้าใจหรอก แต่ธิดาของเราเป็นอย่างนั้นก็เพราะความปีติยินดีที่ความปรารถนาของตนที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นนั้นสำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ทุกปราการ นางจึงเดินเปล่งอุทานออกมาด้วยความเอิบเอมใจ”
  ด้วยเหตุที่นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์ และได้ถวายวัตถุจตุปัจจัยในพระพุทธศานาเป็นจะนวนมาก ดังกล่าวมา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงประกาศยกย่องนางในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่าย ผู้เป็นทายิกา
จบบริบูรณ์
ข้อความจาก www.sil5.com


dekwat.jpg

สร้างพระแก้วมรกต(จำลอง) 9 องค์ กับหลวงตามอด งานหล่อองค์พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันที่ 8 ธันวา จะนำองค์พระไปไว้ที่วัดภูนกยูง ใกล้ด่านช่องเม็ก

PhraKeaw.png

ต่อจากนั้นก็ยังเหลือเรื่องประสานงานติดต่อขอนำองค์พระแก้วมรกตไปประเทศลาว ซึ่งถือว่าเป็นงานหินเลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายก็คงจะมีพอสมควร แสนสุขสมบูรณ์ใครจะช่วยถวายงานเพื่อช่วยท่านพระอาจารย์ จึงใคร่จะบอกกล่าวมายังผู้ใคร่จะร่วมเสริมบุญกับแสนสุขสมบูรณ์ กรุณาติดต่อแสนสุขสมบูรณ์ หรือพระอาจารย์สุพจน์ได้โดยตรง

ผ้าไหมบริวารกฐินพระราชทาน วัดอมารวดี ประเทศอังกฤษสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อาจารย์หัสคม (หลวงตาเป๋อ) ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเยี่ยมยุโรป ได้นำผ้ากฐินที่เป็นไหมผ้้าดิบ มาร่วมเป็นบริวารของผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมกับปรกติกฐินพระราชทานจะมีผ้าเป็นไตรมาซึ่งไม่สะดวกต่อประเพณีของวัดป่า จึงได้แนะนำให้พ่อโต๊ะ แม่ฆ้องได้หาผ้้าไหม และได้รับร่วมสมทบบุญจากญาติโยมวัดบึงแสนสุขและวัดป่าไทยเจริญ โอนเงินผ่านแสนสุขสมบูรณ์มาร่วมสมทบบุญอีก 18,373 บาท (ประมาณ 340 ปอนด์) งานกฐินพระราชทานครั้งนี้ พณฯ ท่าน กิตติ วสีนนท์ เอกอัคราชทูต ไทยประจำกรุงลอนดอน เป็นผู้แทนพระองค์มาถวายผ้าพระกฐิน ท่านยังให้เกียรติเดินไปดูวิธีการตัดเย็บผ้าในห้องเย็บผ้าในเขตพระสงฆ์ด้วย นับเป็นครั้งแรกที่มีผู้ใหญ่เข้าไปในห้องเย็บผ้าของพระ หลวงตาเป๋อซึ่งได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมยุโรปเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงความละเอียดของการดัดเย็บ และหลวงอาก็ได้อธิบายระเบียบวิธีการทำกฐินตามธรรมเนียมของวัดป่าให้คณะท่านได้ทราบเนื่องการการเย็บย้อมใช้ผ้าไหมซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของ วัดอมรวดี เมื่อตัดเย็บเสร็จหลวงพ่อสุเมโธ ท่านได้เมตตามาเยี่ยมถึงห้องตัดผ้า รวมทั้งไปดูวิธีย้อมผ้าถึงโรงย้อมด้วย ใช้เวลาตัดเย้บ-ย้อม เพียงแค่ประมาณ 5 ชั่วโมงแต่ผ้าที่ออกมาละเอียดมากจนมองไม่ออกว่าด้านไหนเป็นด้านใน หรือด้านนอกเป็นที่น่าประทับใจ และน่าอนุโมทนาบุญกับท่านยิ่งนัก

ประหยัดน้ำ-ไฟ หลังจากได้ทดลองติดตั้งเครื่องตั้งเวลาสูบน้ำค่าไฟลดลงบ้างแต่ยังไม่เป็นที่พอใจนัก เกิดมีความสงสัยกันขึ้นว่าระบบจัดส่งน้ำอาจจะรั่วไหล น้ำในวัดไม่น่าจะไม่พอใช้ แสนสุขสมบูรณ์กำลังหาสาเหตุอยู่ แต่เนื่องจากกำลังบุคคลากรและงบประมาณ จึงได้เพียงแต่วางแผนล่วงหน้าไว้ว่าจะสำรวจท่อน้ำทั้งวัด และวางระบบให้รัดกุม ก่อนที่จะติดตั้งระบบสูบน้ำแบบพลังแสงอาทิตย์อย่างที่ตั้งใจเอาไว้
โครงการระยะยาวที่ตั้งใจไว้นั่นก็คือจะเปลี่ยนระบบไฟฟ้าทั้งวัดให้มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด จากการค้นคว้าและศึกษาจากแหล่งข้อมูลของผู้ผลิตโซล่าร์เซลรายใหญ่ที่สุดของจีน http://www.suntech-power.com ได้ข้อมูลมาว่ารายจ่ายจะเฉลี่ยประมาณ สี่พันห้าร้อยบาท ต่อหนึ่งตารางเมตร ผลิดไฟได้ 1 กิโลวัตต์ ไฟฟ้าทางวัดที่วัดต้องการประมาณ 250 กิโลวัตต์จึงจะพอใช้ ซึ่งหากสามารถทำได้วัดก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าไฟไปอีกหลายสิบปี และตามที่ได้ศึกษาจากวัดอภัยคิรี ประเทศอเมริกา ทางรัฐบาลจะช่วยสนับๆ ค่าใช้จ่ายหนึ่งในสามส่วน แสนสุขสมบูรณ์กำลังติดต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตว่าจะมีงบประมาณลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ เหรือเปล่า หากมีเราก็จะลดค่าติดตั้งระบบได้อีกเยอะ

การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้แสงที่ร้อน ขอให้เป็นแสงกลางวันเป็นใช้ได้ เราสามารถติดตั้งแทนกระเบื้องหลังคาของศาลาโบสถ์ของวัดได้เลย อายุการใช้งานของหลังคาโซล่าร์เซลนี้มีอายุใช้งานถึง 20-30 ปี แต่ทั้งนี้ต้องปรับโครงสร้างของแปลนต่างๆของหลังคาเพื่อให้เหมาะกับการติดตั้ง แสนสุขสมบูรณ์ได้ติดต่อให้วิศวกรผู้มีประสบการณ์ ให้พิจารณาเขียนแบบโครงสร้างของศาลา ให้เป็นที่มั่นใจ และแน่ใจว่าปลอดภัยต่อญาติโยมผู้เข้ามาใช้อาคารต่างๆ การดำเนินการอาจจะล่าช้าไปบ้างเพราะแสนสุขสมบูรณ์มีเจตนาที่จะไม่ใช้งบประมาณใดๆ ของวัดบึงแสนสุข ค่าใช้จ่าย และรายได้ต่างๆ จะมาจากโครงการแสนสุขสมบูรณ์เท่านั้น เมื่อโครงการนี้สำเร็จก็เหมือนกับผุ้ร่วมบุญกับแสนสุขสมบูรณ์ได้ทำบุญค่าไฟฟ้า ให้กับสงฆ์ทุกเดือน หากท่านสนใจติดตามอ่านข่าวเพิ่มเติม และแสดงความคิดเห็น ติชม แนะนำได้ที่ http://sansook.wikidot.com/projects
ผู้ที่ประสงค์จะทำบุญด้วยเทียน ตามประเพณีนิยม แสนสุขสมบูรณ์ใคร่จะขอแนะนำให้เปลี่ยนเป็นถวาวยหลอดประหยัดไฟ จะเป็นการช่วยวัดประหยัดและเหมาะกับสภาวะโลกร้อนได้ดียิ่งกว่า

จาริคบุญสังเวชนียสถานกับ อาจารย์จิตกร, หลวงอา และกลุ่มวันอังคาร อุปัฏฐากของวัดอมรวดี ประมาณปลายเดือนมกรา หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552 สนใจติดต่อคุณ กุ้ง ทิพวรรณ moc.liamtoh|nawppihtr#moc.liamtoh|nawppihtr หรือหลวงอาคงฤทธิ์ หรือ ธรรมาพาเที่ยว +66 (0) 22813214 ต้องการจะไปเป็นคณะเล็กๆ จึงรับจำนวนเพิ่มอีกเพียง 10 ท่านเท่านั้น

Learning English from Chanting ครั้งที่ 2 เมื่อปีที่แล้วกัปตัน ลุกค์กับหลวงอา ได้จัดการปฏิบัติธรรมรูปแบบใหม่ เป็นการเรียนภาษาอังกฤษจากบทสวดมนต์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเยอะเกินความคาดหมาย ดังนั้นในเดือนมกรคมปีหน้า หลวงอากับพระชินะวังโส (ภิกษุชาวนรเวย์) จะจัดงานปฏิบัติธรรมในลักษณะเดียวกันในวันที่ 23-25 มกราคม 2552 ระเบียบการและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมให้ติดต่อ พระอาจารย์สุพจน์ (หลวงตามอด) วัดบึงแสนสุข หรืออ่านได้จากเว็บไซต์ของแสนสุขสมบูรณ์

ช่วยแยกขยะ, งานแยกขยะ รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายอย่างที่คิดนัก อาจจะเป็นเพราะความเคยชินของคนไทยส่วนใหญ่ แต่กระนั้นแสนสุขสมบูรณ์ก็จะพยายามอย่างย่ิงที่จะส่งเสริมการช่วยกันรักษาความสะอาดภายในวัด และเป็นการช่วยลดปริมาณขยะให้กับโลก ซึ่งถ้าศึกษากันอย่างจริงจังแล้วการที่เรานำขยะกลับไปใช้ใหม่จะประหยัดได้มากกว่าการผลิดใหม่มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรฐกิจโลกเช่นนี้แสนสุขสมบูรณ์เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการประหยํด และใช้วัสดุให้คุ้มค่ามากที่สุด เงินที่ได้จากการขายขยะจะกลายไปเป็น ค่าสบู่ยาสีฟัน น้ำปานะถวายพระเณร เรียกได้ว่าเป็นการทำบุญสองต่อ แม้ราคาขยะตอนนี้จะถูกลงมาก แต่ก็ยังดีกว่าที่เราทิ้งกันเกลือนเป็นไหน ๆ

เรื่องหมาๆ (แมวๆ) ต่อจากฉบับที่แล้ว ตอนนี้ผู้ที่มีโอกาสได้ไปวัดก็คงจะเห็นบ้างแล้วว่าวัดบึงแสนสุข สะอาดสะอ้าน น่าอยู่มากขึ้น สำหรับผู้ที่ยังสงสารหมา แมวอยู่ ก็ขอความกรุณาได้เข้าใจจุดประสงค์ของแสนสุขสมบูรณ์ และหากเป็นการทำให้ไม่สบายใจ แสนสุขสมบูรณ์ก็ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง เจตนาของแสนสุขสมบูรณ์ยังเหมือนเดิมคือเน้นให้วัดเป็นที่อยู่ของพระเณรและผู้ปฏิบัติธรรมกราบขอร้องผู้ที่ยังคิดจะนำหมา หรือแมวมาปล่อยที่วัด ว่าขอความกรุณาเลือกสถานที่อื่นสำหรับน้องหมา น้องแมว เพื่อเป็นการช่วยทำบุญให้กับวัด จึงเรียนมาด้วยความนับถือทุกท่านทุกคน

ความรู้สึกดีๆถึงวัดบึงแสนสุข

ib.jpg

จากอุ๊บอิ๊บ วัดบึงแสนสุขเป็นวัดที่บรรยากาศดีมากๆค่ะ ถึงทางเข้าจะหายากไปนิดเพราะป้ายวัดเล็กไปหน่อยแต่พอได้เข้าไปในวัดแล้วรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกนึงเลยค่ะ ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด ทั้งสระบัวและพระพุทธรูปหน้าวัด ถัดไปก็โบสถ์ในโบสถ์มีพระองค์ใหญ่ไว้ให้บูชา และยังมีโบราณวัตถุเล็กๆอีกมากมาย เช่นราหู ฯลฯ มากล่าวถึงพระองค์ใหญ่กันต่อนะคะพระองค์ใหญ่ในโบสถ์นั้นเหมือนกับว่าสร้างมาจากพระองค์เล็กๆหลายองค์สวยๆทั้งนั้นเลยดูแล้วขลังมากเลยค่ะ

ขอพรอะไรก็ได้ทุกอย่างเลย เมื่อพูดถึงการขอพรแล้ว บอกได้เลยว่าคนเราถ้ารักจะขอพรจากพระต้องประพฤติตนให้ดีก่อนเพราะสำหรับฉันแล้วทีความคิดว่าต่อให้พระศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนถ้าคนขอพรประพฤติชั่วก็คงไม่มีพระองค์ไหนอวยพรให้หรอก สำหรับคนที่อยากมาปฏิบัติธรรม ที่วัดนี้เหมาะมากทีเดียวยิ่งเรื่องบรรยากาศแล้วบอกได้คำเดียวว่า"ไร้เทียมทาน"เพราะวัดนี้เป็นวัดป่ามีแต่ความเงียบสงบร่มเย็น ง่ายต่อการฝึกสมาธิแลวิปัสสนากรรมฐานพระที่วัดและแม่ชี แม่ขาวก็ใจดีมีเมตตาจิตทุกองค์น่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งเสียงสวดมนต์ก็ไพเราะ ไม่อาจหาฟังที่ไหนได้อีกอันความประทับใจนั้นบอกไปอีกซัก 3 หน้ากระดาษก็ไม่จบหรอกค่ะ ขอเชิญทุกท่านให้มาสัมผัสด้วยตนเองดีกว่า รับรองว่าไม่ผิดหวังค่ะ
อุ๊บอิ๊บTeeraya


letOtherBe.gif

Do not find fault with others. If they behave wrongly, there is no need to make yourself suffer.
อย่าค้นหาความผิดของผู้อื่น ถ้าเขาทำตัวผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องทำตัวเราให้เป็นทุกข์

If you point out to them what is correct and they do not practice accordingly, leave it at that.
ถ้าคุณชี้ให้พวกเขาเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องแต่พวกเขาไม่ปฏิบัติตามที่เราบอก ปล่อยเขาไปเถอะ

When the Buddha studied with various teachers, he realized that their ways were lacking, but he did not disparage them.
สมัยที่พระพุทธองค์ศึกษากับอาจารย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงทราบว่าหนทางปฏิบัติของท่านเหล่านั้นยังไม่สมบูรณ์ แต่พระองค์หาได้ดูหมิ่นท่านเหล่านั้นไม่

Studying with humility and respect, he benefited from his relationship
with them, yet he realized that their systems were not complete. Still, as he had not yet become enlightened, he did not criticize or attempt to teach them.
ศึกษาเล่าเรียน์กับท่านเหล่านั้นด้วยความเคารพนอบน้อม พระองค์ได้รับประโยชน์จากการนั้น กระนั้นพระองค์ก็ยังทราบว่าวิธีการของอาจารย์ของพระองค์ยังไม่เป็นทางไปสู่การตรัสรู้ เมื่อพระองค์ยังไม่ได้ได้ตัสรู้ธรรม พระองค์ก็ไม่ตำหนิหรือพยายามจะสอนอาจารย์เหล่านั้น

After he found enlightenment, he respectfully remembered those he had studied with and wanted to share his new found knowledge with them.
หลังจากพระองค์บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงลำลึกถึงอาจารย์ที่พระองค์เคยศึกษาด้วยเหล่านั้นพระทัยอันเต็มไปด้วยความเคารพและมีความประสงค์จะแบ่งปันความรู้ที่ค้นพบใหม่กับอาจารย์ขเก่าของพระองค์ใหม่

page_revision: 16, last_edited: 1248303600|%e %b %Y, %H:%M %Z (%O ago)
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License