



งานปฏิบัติธรรมเรียนภาษาอังกฤษจากบทสวดนมต์ครั้งที่ 2 (LEC02) มีคนลงทะเบียนเข้าร่วม 25 คน งานนี้ได้รับความสนใจมากโดยเฉพาะการที่จะได้นอนในเต้นต์ แสนสุขสมบูรณ์จัดหาเต้นต์สำรองให้ผู้ที่ไม่มีมาด้วย10 หลัง เด็กๆ ในช่วงปฏิบัติธรรม ทุกคนจะมีงานช่วยวัดทำความสะอาดกันทุกคน เด็กๆ มีหน้าที่ทำความสะอาดกุฏิที่ใช้ในการเรียน การปฏิบัติ ขณะที่เรียนคุณยายทั้งหลาย ทั้งที่รู้ภาษาอังกฤษและไม่รู้ ต่างไม่ลังเลที่จะออกเสียงสวดกันเต็มที่ บางครั้งก็เป็นที่ตลกขบขัน ได้รับเสียงหัวเราะไม่ขาดระยะเป็นตลอดเวลา 2 คืน สองวัน โดยเฉพาะ เบ็นซิน (ลูกชายกำนัน) คนนี้คุยได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องไก่ชน วัวพันธ์ ปลากัด ปืนอัดลม ไปจนถึงเรื่องการเมือง เวลาเดินตามพระบิณฑบาตก็จะไหว้ชาวบ้านแทบทุกคน ลีลาการไหว้จะคล้ายๆ นักการเมืองเวลาหาเสียง หลวงอาเห็นแล้วก็นึกขำ บอกน้องเบนซินไปว่าจะให้หลวงพี่ในวัดทำเสื้อให้สักตัว เขียนว่า “ว่าที่กำนัน” กิจกรรมต่างๆ ผ่านไปด้วยความสนุกสนาน และเป็นกันเอง ช่วยลดช่องว่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ไปได้เยอะ และนั่นคือจุดประสงค์หลักของการจัดงานนี้ที่น่าเสียดายก็ตรงที่ พระชินวังโส ไม่สะดวกมาร่วมงานได้อย่างที่ตั้งใจ
หลังเลิกงานเด็กๆ ไม่อยากจะกลับบ้านเพราะติดใจการได้นอนเต้นต์ ต่างพากันมาขอว่าให้จัดอีก คราวหน้าอยากจะให้จัดสักอาทิตย์ หลวงอาตอบเขาไปว่ารอดูก่อน ว่าจะสะดวกจัดได้มากน้อยแค่ไหน และให้พวกเขาชวนเพื่อน ๆ มาด้วยจะได้สนุกกว่านี้

ตอนที่ 1 การเดินทางของฉัน
สำหรับฉัน ชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทาง เราทุกคนเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์จากทุกก้าวที่เราได้ดำเนินชีวิต ตั้งแต่ลืมตามาดูโลกกลมๆสีน้ำเงินใบนี้ เรียกได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต แทบทุกวินาทีที่เรายังหายใจอยู่ ไม่เคยมีสักวันที่เราไม่ต้อง ต่อสู้ ดิ้นรน ให้ตัวเองไปจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่ง ชีวิตมักจะไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเราคาดหวังไว้หมดทุกเรื่อง บางครั้งเมื่อไม่มีก็อยากจะมี บางครั้งมีแล้วก็อยากจะมีมากกว่าเดิม ความจริงที่โหดร้ายคือว่า การเดินทางที่เราๆท่านๆเดินย้ำอยู่นี้ เป็นการเดินทางที่หาที่สิ้นสุดได้ยากยิ่ง ท่านผู้อ่านเคยเหนื่อยกับ วัฎจักร แห่งการเดินทางนี้ไหมค่ะ วัฎจักร แห่ง วัฎสงสารของเหล่าสังสารสัตว์ที่น้อยคนนักจักรู้ทางก้าวผ่านวังวนนี้ไปได้
ปิดเทอมภาคฤดูร้อนเมื่อสองปีที่แล้ว ฉันได้มีโอกาสได้ไปกราบนมัสการพระอาจารย์แบน ธนากโร (พระภาวณาวิสุทธิญาณเถร) เจ้าอาวาส วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ….อริยบทที่งดงามและน่าเลื่อมใสของท่าน ยังประทับจิตประทับใจของฉันจนถึงวันนี้ ด้วยความที่เคยเป็นแค่ศิษย์ผ่านซีดีธรรมะที่มีกัลยาณมิตรมอบให้เป็นธรรมทานในการปฎิบัติก่อนหน้านี้ เพื่อที่ว่าแม้อยู่ห่างประเทศไทยถึงครึ่งโลก ฉันก็ยังสามารถฟังคำเทศนาจากท่านเป็นประจำได้ วันนั้นที่เรือนไม้ ลานปลูกป่าในอานาเขตวัดที่ร่มรื่น เหล่านักเรียนตัวน้อยกำลังชุลมุนอยู่กับ การปลูกป่าถวายในหลวง แด่ประเทศไทย พวกเราก็ได้มีโอกาสอันประเสริฐสุดที่ได้รับฟังธรรมเทศนาจากท่านอย่างใกล้ชิด จิตของฉันจึงเบิกบานมีความสุขเป็นพิเศษ ตอนหนึ่งพระอาจารย์แบนได้เทศนาไว้ว่า ชีวิตหนึ่งหนึ่งของคนเรานั้น สั้นเหมือนดั่งพยับแดด เอ …พยับแดด คืออะไร ฉันถามคำถามนี้กับตัวเองทันที ด้วยความที่อยู่เมืองนอกมานมนานความรู้ทางภาษาไทยก็ได้ถดถอยไปตามกาลเวลา ขณะนั้นท่านเหมือนดังรู้วาระจิตของฉัน บอกให้หันหลังไปดู พยับแดด คือ เงาแดด ส่องเป็นแสงแวบเดียวระยิบระยับ ที่น้อยยิ่งกว่า เสี้ยววินาที ท่านอุปมาพยับแดดว่าเหมือนดั่งชีวิตของมนุษย์เราแต่ละ ภพชาติ ที่เกิดมาชาติหนึ่งๆ ถือได้เป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวของอนันตชาติที่ จิตของเราได้เดินทางในสังสารวัฎ เป็นเรื่องน่าแปลกที่ขณะที่จิตของฉันได้ฟัง สัจจะของธรรมชาติ ข้อนี้ ที่ถูกถ่ายทอดจาก สัตบุรุษดั่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถึงพระอริยะสงฆ์ผู้ประเสริฐ ก็ให้เกิด อารมณ์ ปิติ ไปทั้งสัพพางกายของฉันอย่างบอกไม่ถูก
นี้เราเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว…… แล้วจะมีโอกาสที่จะสิ้นสุดไหม

การเดินทางของฉัน นักเรียนทุนรัฐบาล คนหนึ่ง ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น นักเรียนนอก นักกฎหมายสาวเปรี้ยว นักกิจกรรมตัวยง ก็คงเป็นเฉกเช่นชีวิตของหลายๆท่านที่มิได้โรยไปด้วยกลีบกุหลายหอมหวนชวนหลงใหล บางครั้งบนเส้นทางชีวิตที่เหมือนเพรียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายทั้งทางกาย และอบอุ่นทางใจ บางครั้งก็มีรอยฟกช้ำคลุกหิมะในฤดูหนาว และ เปรอะเปื้อนใบไม้สีแดงในฤดูใบไม้ร่วง อย่างน่าสงสาร แต่อีกด้านหนึ่งของชีวิต อากาศอันหนาวเหน็บจับใจทุกเช้าค่ำที่ต่างประเทศ ก็หล่อหลอมให้หัวใจฉันแกร่งขึ้นทุกวินาที และด้วยประสบการณ์บางอย่างก็ทำให้ ความเห็นเป็นตัวเป็นตนของฉัน นั้นเบาบางเหมือนปุยนุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
การเดินทางครั้งสำคัญของชีวิตฉันเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินดอนเมืองเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว พุทธศักราช 2545 เครื่องบินโบอิ้ง 747 ของการบินไทย ได้ เหินฟ้าพาเอาชีวิตเด็กมัธยมตาดำดำหลายสิบคนข้ามผ่านหมู่เมฆ ข้ามผ่านพื้นทวีปและมหาสทุทรอันกว้างใหญ่ไปถึงจุดหมายที่ มหานครลอนดอนด้วยความปลอดภัย ความรู้สึกของฉันในวันนั้นเหมือนกับว่า ฉันได้โบยบินไปจนสุดฟ้าด้วยตัวเอง “อิสระ” คำนี้ผุดขึ้นเป็นมโนภาพบดบังรสแห่งความโดดเดี่ยวที่ฉันต้องไปเผชิญไปหมดสิ้น แหม่ ก็คราวนี้ มันคือการเริ่มต้นชีวิตด้วยตัวเองจริงๆแล้ว ใครหล่ะจะไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันมีหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ในการที่ต้องเรียนระดับ มัธยมปลาย ตรี และโท สาขานิติศาสตร์ให้จบให้ได้เพื่อจะได้กลับมาพัฒนาชาติบ้านเมือง ดังที่ฉันฝันใฝ่ไว้ตลอดมาตั้งแต่เด็ก ความมั่นใจในตัวเองนั้นพุ่งทะยานเนื่องจากความสำเร็จในการเรียน กิจกรรมที่โดดเด่น ติดเอ็นทรานเข้ามหาวิทยาลัย การได้รับทุนจากรัฐบาล การมีเพื่อนฝูงที่ดี รักเรียนและจริงใจ มีครอบครัวที่อบอุ่นและน่ารักที่สุดในโลก ส่งผลให้ฉันยึดความเป็นตัวเป็นตนของตัวเองเอามากอย่างไม่รู้ตัวเลย และบางทีก็มิได้เผื่อใจให้กับความผิดหวัง กับปัญหาที่ต้องเผชิญเบี่ยงหน้า กับชีวิต อิสระที่ฉันคาดหวัง
พวกเราถึง สนามบิน Heathrow Airport แต่เช้าตรู่ รถบัสคันใหญ่ มารอรับอยู่แล้ว เพื่อนๆต่างคนต่างตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศรอบๆ แม้ว่าอากาศในตอนเช้าของวันนั้นจะหนาวไปสักนิด แต่ความเหนื่อยล่าจากการเดินทาง เกือบสิบสองชั่วโมงเต็มก็ไม่ได้ทำให้ฉันอ่อนแรง ผิดคาดม่านตาของฉันเบิกออกรับไออุ่นของแดดอ่อนอ่อนในฤดูร้อนของกรุงลอนดอน รถบัสพาเราผ่าน ถนนสายหลักของเมือง วันนั้นดอกไม้ฤดูร้อนต่างพากันออกมาทักทายฉัน สถาปัตยกรรมยุโรปของตึกสูงใหญ่ตลอดถนน อ๊อกฟอร์ดสตรีท สะกดใจของฉันให้จ้องมองด้วยความประทับใจ หัวสมองของฉันโลดเล่นไปอย่างผาสุข ไม่นานพวกเราก็มาถึง สำนักงานนักเรียนทุน อาคารเก่าแก่บนถนน Princes’ Gate พลิสเสลเกตซึ่งนักเรียนไทยทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่ได้การสนับสนุนจากรัฐบาลควรจักต้องรำลึกของพระคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้า ซึ่งพระราชทานเงินส่วนพระองค์ในการซื้อตึกหลังนี้เพื่อเป็นที่พักและรวมตัวของเชื้อพระวงศ์และเด็กนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษที่ไม่สามารถกลับบ้านได้บ่อยเหมือนปัจจุบัน ตึกแห่งนี้จึงเป็นตึกประวัติศาสตร์ของศิษย์เก่าอังกฤษ ซึ่งนักเรียนอังกฤษเหล่านี้หลายท่านก็ได้มีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย ในหลายๆเหตุการณ์ อาทิ ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่นี้ไม่ห่างไกลนักจาก Royal Albert Hall รอเยลออลเบริต์ฮอล หอการแสดง ที่มีชื่อเสียงที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า เคยมาเปิดการแสดงเพลงพระราชนิพนธ์อย่างยิ่งใหญ่กับวงออเครสตร้าของประเทศอังกฤษมาแล้วเรียกได้ว่าถือเป็นกษัติย์ องค์เดียวในโลกที่ได้เคยแสดงผลงานของพระองค์เองที่นี้ ปัจจุบันรอเยลออลเบริต์ฮอล ได้ถูกใช้เพื่อการแสดงดนตรี ทั้งคลาสสิค และสมัยใหม่ บางครั้งก็ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานรับปริญญาบัตรของมหาวิทยลัยลอนดอนด้วย ซึ่งก็ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน South Kensington และ High Street Kensington มากนัก ท่านเอกอัคราชทูดฝ่ายการศึกษาในขณะนั้น หรือ คุณอาชาญวิทย์ ไกรฤกษ์ ได้ ให้ความเป็นกันเองกับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็น ห้องสามัคคีสมาคม สถานที่ที่ รูปถ่ายโบราณ ของเจ้านายพระองค์ต่างๆ ซึ่งเป็นนักเรียนที่ถูกส่งมาศึกษาวิชาการที่สำคัญในอดีตด้วยทุนส่วนพระองค์ ใจกลางห้องมี พระบราฉายาลักษณ์ ของรัชกาลที่ห้าและหก รวมถึงพระญาติต่างๆ
ด้วยความโชคดีวันต่อมาก็มีรุ่นพี่ใจดีพาพวกเราเด็กๆ ตะลุยลอนดอน เรียกได้ว่าคณะนักเรียนไทยกลุ่มนี้ได้ท่องลอนดอนด้วยเท้าอย่างไม่ท้อถอยทั่วเมืองภายในวันเดียว มองแล้วเหมือนดั่งคณะเดินทางไกลของลูกเสือและเนตรนารีฉันใดฉันนั้น เหลือแต่ไม่ได้ไปกางเต็นก่อกองไฟที่กลางสวนของเขาก็เท่านั้น บรรยากาศหน้าร้อนของประเทศอังกฤษไม่ต่างกันมากเมื่อเจ็ดปีที่แล้วกับปัจจุบัน บนท่องถนนใกล้แหล่งท่องเที่ยวยังคงวุ่นวาย ไปด้วยผู้คน ต่างเผ่าต่างพันธ์ ต่างสำเนียงภาษา ทั้งนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเด็กๆ ทั้งจาก เอเซียและยุโรปที่มา เรียนภาษอังกฤษภาคฤดูร้อนที่นี้ พวกเราเดินเล่นกันจนขาขวิดทีเดียว พยายามเกาะกลุ่มกันให้มากที่สุดเพราะว่ากลัวหลง รุ่นพี่คนนั้นก็เลยดูเหมือนผู้นำคณะทัวร์ หรือ พ่อเป็ดที่มีลูกๆเดินตามกันเป็นขบวน เหตุที่พวกเราสมัครสมานสามัคคีกันมากก็คงเพราะว่านี้เป็น วันที่สองของพวกเราเท่านั้น จำได้ว่าอ่านแผนที่การเดินรถใต้ดินไม่ถูกเอาซะเลย แต่เดี๋ยวนี้เก่งมากแล้ว ที่เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่มีทางหลงค่ะ ก็เพราะว่าความมั่นใจมันสร้างจากการฝึกฝนนี่นา สรุปว่าวันนั้น นักท่องเที่ยวแห่งแดนสยามได้ไปทั้ง London Bridge, Big Ben, Parliament, Tower of London, Parks, Buckingham Palace และที่อื่นๆอีกพอสมควร กิจกรรมที่น่ารัก และแสนโรแมนติกสำหรับฉันในขณะนั้นคือการไปให้อาหารหงส์และนก ที่ สวน Hyde Park ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสำนักงานนักเรียนเท่าไรนัก แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในมหานครยิ่งใหญ่อันดับโลกเช่นนี้ มนุษย์จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ และสัตว์ร่วมโลกอย่างใกล้ชิด เที่ยวเดินกันจนขาลากและแล้ว พวกเราก็ลืมเวลากลับหอ เนื่องจากช่วงเวลาฤดูร้อน กลางวันจะดูยาวนานกว่ากลางคืนนั้นก็หมายความว่าพระอาทิตย์จะไม่ลับขอบฟ้าจนกระทั่ง สามทุ่มหรือเผลอๆช้ากว่านั้น เดินทอดน่องปล่อยอารมณ์ไปกับฝูงหงส์เพลิดเพลินกับบรรยากาศที่สวยงามของสวนสวย ดอกไม้เมืองหนาว และอากาศที่สะอาดสะอ้านที่ไม่เคยพบมาก่อนในกรุงเทพ ดีนะ ที่คุณป้าแม่บ้านผู้ดูแลพวกเราใจดีมากออกมาเปิดประตูหอพักนักเรียนให้แม้จะเลยเวลามามากแล้วก็ตาม
ฉันเคยเล่าเรื่องของคุณป้าผู้น่ารักคนนี้ลงนิตยสารธรรมะฉบับหนึ่งมาแล้ว และแน่นอนนางเอกหนังโรแมนติ๊กคอมมาดี้ อย่างฉันคงไม่พลาดทำอะไรโก๊ะๆเป็นแน่ ด้วยนิสัยอันไม่น่าพึงประสงค์ของฉันบางประการ ก็มีส่วนทำให้ฉันได้รู้จักและสนิทสนมกับผู้ใหญ่ที่มีพระคุณกับฉันมากที่สุดคนหนึ่ง นิสัยที่ว่านี้ซึ่งคุณแม่ปวดเศียรเวียนเฮด(เกล้า)มากมาย นั้นก็คือ ความขี้ลืม และ ตื่นสาย แหม่ นิสัยสองอย่างนี้มันช่างบ่งบอกถึง ลักษณะของหนึ่งในจริตหก อย่างชัดเจนทีเดียว เอาหล่ะค่ะ เป็นว่า เมื่อ “โมหะ”จริต ครอบงำก็ทำให้มีเรื่องจนได้ และแล้วเช้าอีกวัน คุณป้าปุ๋ย ก็ เรียกชื่อฉันขึ้นช่วงเวลารับประทานอาหารเช้าว่า “ใครชื่อมะปรางหน่ะ ตามป้ามานี้หน่อยซิ” ค่ะ…เนื่องจากความหวังดีของคุณแม่ของฉันซึ่งเห็นว่าการตื่นตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งจึงได้ไปหา นาฬิกาปลุกที่เรียกได้ว่าดังที่สุดจากร้านนาฬิกาที่ดีที่สุดของจังหวัด มาเป็นของฝากใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่พร้อมถ่านครบถ้วน นอกจากนี้บนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทั้งสองใบของฉันนั้น ยังติดชื่อสติ๊กเกอร์สีขาวและเหลืองสะท้อนแสง ตัวใหญ่กว่าความกว้างของไม้บรรทัดถึงสองเท่าบอกชื่อแซ้ ทั้งไทยและอังกฤษ เอาหล่ะค่ะ หลังจากคุณป้าได้เล่าเหตุการณ์เสียงนาฬิกาปลุกที่แผดเสียงปลุกท่านในยามราตรีเมื่อคืนก่อนให้ฟัง ท่านก็ใจดีมาก ไม่ว่าอะไรเพียงแต่บอกให้เอาถ่านออกซะ แล้วยังตั้งฉายา ให้อีกด้วยว่า “มะปรางนาฬิกาปลุก”เพราะว่าท่านเดินมาหาที่มาของเสียงบาดแก้วหูถึงกระเป๋ากองโตที่พวกเราเอามาจากเมืองไทย แล้วก็พบต้นตออย่างง่ายดาย เพราะตัวการติดชื่อ นามสกุลไว้อย่างชัดเจน ความประทับใจจากความโก๊ะเล็กๆน้อยๆของฉันในวันนั้นทำให้ฉันได้ใกล้ชิดกับคุณป้ามาก จนเคารพท่านเสมือนหนึ่งแม่คนที่สองที่อังกฤษเลยทีเดียว หลังจากวันนั้นที่ลอนดอนฉันก็ติดต่อและลงไปแวะเวียนกราบท่านเรื่อยมา บางครั้งถึงขนาดหอบหิ้วตัวเองกับปัญหาวัยรุ่นไปปรึกษาคุณป้า เล่าไปร้องไห้ไป อ้อมกอดของท่าน ความรัก และห่วงใยที่คุณป้าปุ๋ยมีให้กับเด็กๆทุกๆคน ดังที่ท่านพูดเสมอๆว่า ท่านภูมิใจที่ได้ดูแลอนาคตของชาติ ทำให้ฉันประทับใจในตัวท่านมาก หลังจากที่นักเรียนทุกคนใช้เวลาบางส่วนที่สำนักงานก.พ.ลอนดอนพอสมควรแล้ว แต่ละคนก็ได้ถูกส่งไปเรียนภาษาตามเมืองต่างๆ เมืองที่ฉันไปอยู่มานั้นเรียกว่าเมืองบริสโตล เป็นเมืองแทบตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ อยู่ห่างจาก มหานครลอนดอนไปแค่ หนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟเท่านั้น ลักษณะพิเศษของที่นี้คือ เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของการเดินเรือสมัยก่อน เป็นเมืองกึ่งภูเขามีความลาดชัน ต่างระดับตลอดเวลา นอกจากแม่น้ำที่สวยงามแล้วยังมีทะเลด้านนอกด้วย มีสะพานแขวนที่เก่าแก่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง อยู่ที่นี้ได้สักสามเดือนฉันก็ถูกส่งไปโรงเรียนประจำ ซึ่งป็นโรงเรียนนานาชาติ ที่แห่งนี้เป็นที่ที่แรกที่ฉันได้รู้จักคำว่า พรหมลิขิต … อย่าเพิ่งคิดมากไปนะคะ พรหมลิขิตนี้เกิดขึ้นระหว่างฉันกับเพื่อนรักที่สุดของฉันค่ะ เธอเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักชาวจีน ที่ครอบครัวไปตั้งรกรากที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่เธอจบมัธยมศึกษาที่สิงคโปร์ ค่ะ คำว่ามิตรภาพเหนือภาษา ศาสนา หรือเชื้อชาตินี้เป็นความจริงที่ฉันเองก็ไม่สามารถจะอธิบายได้ บางครั้ง ความทรงจำที่อยู่ก้นบึ้งของจิตของเราที่ท่องเที่ยว เกิด ดับ เช่นนี้มาหลายภพหลายชาติอาจจะมีบางส่วนที่ทำให้เรา ถูกชะตากับใครเป็นพิเศษหรือ บางทีก็ไม่ชอบหน้าคนบางคนอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ด้วยกฎแห่งธรรมชาติที่สิ่งต่างๆย่อมเกิดด้วยเหตุ ฉันจึงเชื่ออยู่ลึกๆเสมอว่าการมาเจอกันของคนบางคนไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ เราแยกจากกันไปเรียนคนละเมืองในระดับมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่ตลอดเวลา ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตของฉันที่นี้ก็ได้มีโอกาสสร้างเพื่อนมากมาย และ ได้ทำความรู้จักกับตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม ได้สัมผัส ความผิดหวัง สมหวัง ความเศร้า ความสุข ความสูญเสีย ความทรงจำที่สวยงาม หรือ ความพลัดพราก อย่างครบเครื่อง การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวของตัวเอง ล้มแล้วลุกด้วยตัวเอง ประสบการณ์เหล่านี้ในเวลาเจ็ดปีจนจบปริญญาโท นั้นได้สะท้อนความเป็นไปของชีวิต ผ่านสายตาของฉัน ผ่านความรู้สึกของฉัน ต่อจิตใต้สำนักของฉันอย่างชัดเจน ว่า กฎไตรลักษณ์ กฎแห่งธรรมชาติ ช่างเที่ยงแท้แน่นอนกว่าสิ่งไหน
กฏไตรลักษณ์ หรือ ธรรมนิยามสาม เป็นลักษณะสามประการของทุกสิ่งในโลก ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา กฎนี้อาจจะได้ยินได้ฟังกันจนคุ้นหูแล้ว แต่อาจจะไม่ได้เข้าใจมันจริงๆก็ได้เพราะเป็นการยากยิ่ง ที่จะสอนจิตที่สั่งสมไปด้วยกิเลสและสัญญาต่างๆอนันต์ชาติจะยอมรับความเป็นจริงข้อนี้ได้ “อนิจจัง” สิ่งต่างๆล้วนไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉันรู้ว่าวัตถุสิ่งของต่างๆนั้นคงมีวันดับสูญในที่สุด ร่างกายคนเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อย่างร่างกายของฉันเมื่อเจ็ดปีที่แล้วต่างกับทุกวันนี้มากเหมือนกัน จากสาวรุ่นสดใสเรียกได้ว่าจะแอ๊บแบ๊ว ก็ยังพอได้ นั่งคุยกับเพื่อน,ปาร์ตี้ หรือ อ่านหนังสือไปสอบทั้งวันทั้งคืนก็ยังไหว แต่ตอนนี้ร่างกายต้องการอาหารที่ดี การออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เพียงพอ จึงจะสามารถ เรียนและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ สำหรับเรื่องความรู้สึก ฉันเคยเชื่อมันในความมั่งคง และ เที่ยงแท้ ของความรู้สึกที่เขาเรียกทางโลกว่า ความรัก มันช่างดูสวยงามและ หอมหวานแต่มันก็ไม่สามารถหลีกหนีจากกฎธรรมดาของโลกไปได้ ประสบการณ์ที่ทำให้ฉันร้องไห้อยู่เป็นอาทิตย์ได้สอนฉันว่า ช่วงเวลาทั้งความสุขและทุกข์ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนเลยสักอย่าง เพราะทั้งสองสิ่งเกิด และดับสลับไปมาอยู่ตลอด
ทุกข์” ในทุกทุกความสุขนั้นย่อม มีความทุกข์ซ่อนอยู่เป็นธรรมดา เพราะของสองสิ่งนี้เป็นสิ่งคู่กัน ทุกข์ธรรมดาธรรมดาก็มีเช่น เมื่อคนเราต้องกระเสือกกระสนในแต่ละวันเดินทางไปทำงาน ดิ้นรนหาเงินทองมาใช้จ่าย ทุกข์ที่ต้องได้ฟังคำตำหนิ นินทา ทุกข์จากการรอคอย ทุกข์จากความเครียดเมื่ออยากให้ตนนั้นได้ดี เรียนดี ทำงานดี ได้คู่ครองดี ทุกข์เพราะอยากให้คนอื่นไม่ทุกข์ซึ่งจริงๆแล้วทุกข์เหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลาไม่มีข้อยกเว้น หากเรายังยึดติดว่ากายนี้เป็นตัวเป็นตนทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรเลยที่เป็นตัวเป็นตน ความทุกข์จะเกาะกินหัวใจเราเองง่ายยิ่งขึ้น สุดท้าย “อนัตตา” ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน นั้นก็หมายถึง สิ่งใดๆแม้ว่าเราเห็นว่ามันเป็นตัวตนจริงๆ แต่จริงๆแล้วมันไม่มี สรรพสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากการประชุมของธาตุทั้งสี่ อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งที่เราทุกข์และเดือดร้อนไปกับมันก็เพราะสมมตินี้ยึดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเป็นตนจริงๆ ซึ่งที่แท้ก็มีแต่สภาวะที่ว่างเปล่าเท่านั้นหลังจากแยกธาตุทั้งสี่ออกจากกันแล้ว ดังนั้นทุกสิ่งย่อมไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หากเป็นตัวเป็นตนจริง เราย่อมต้องควบคุมได้ อยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาได้ สิ่งทั้งสามสิ่งนี้คือสัจธรรมของธรรมชาติที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเดินทางมาอุบัติขึ้นหรือไม่ ความเป็นจริงข้อนี้ก็ยังคงมีอยู่ ขึ้นอยู่กับเรา ว่าจะพยายามเข้าใจกับมันมากน้อยเพียงไร
สำหรับฉันช่วงเวลา ยี่สิบกว่าปีที่ได้ลืมตามาดูโลกนี้ช่างมีคุณค่าเหลือเกินโดยเฉพาะการได้ศึกษา สัจธรรม ของธรรมชาติในพระพุทธศาสนา ฉันได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ฉันอยากทำ แต่มันก็แสนสั้นเสียเหลือเกิน ย้อนมองกลับไปวันแรกของเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากมายต่อชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งเปรียบเสมือน แค่สายลมที่พัดผ่านไปแค่เพียงวูบด้วยเท่านั้น ในเมื่อการเดินทางของแต่ละคนนั้นไม่สามารถจะระบุได้ว่าจะสิ้นสุดลงช้าหรือเร็ว เราจริงต้องมั่นทำความเข้าใจ ศึกษากฎแห่งธรรมชาติ “ธรรมะ” ซึ่งจะทำให้เราใช้ชีวิต ที่มีความสุขอย่างแท้จริง แม้ว่าการเดินทางของเรานั้นจะอีกไกลสักเพียงไหนก็ตาม
อ่านต่อฉับหน้า

ตอนที่ ๖ เข้าใจภาษาอังกฤษ
ระยะเวลาที่เริ่มเข้าใจภาษาจริงๆ หลวงอาประมาณเอาว่าสักหกเดือน จึงเริ่มฟังรู้เรื่อง เริ่มพูด เริ่มคุยได้ จะติดมากๆ ก็ตรงเรื่องสำเนียง และเสียงตัวท้าย ที่คนไทยไม่ค่อยจะคุ้นเคย และชอบจะละเลยที่จะไม่พูดเพราะภาษาไทยเราไม่เน้น บางครั้งขณะที่เดินกลับจากบิณฑบาตร ท่านพระอาจารย์จะสอนให้ออกเสียงตัวท้าย ที่จำได้ขึ้นใจก็คือคำว่า The Four Nobel Truths ที่แปลว่า อริยสัจสี่ ตัวสุดท่ายจะออกเสียงว่า True ที่อ่านเสียงว่า ทะรู เร็วๆ ตามด้วยแลบลิ้นนิดๆ มาไว้ที่ฟันเพื่อทำเสียง th แล้วจบด้วยการรีบหดล้ินเข้ามา เพื่อให้ฟันด้านบน กับฟันล่างติดกันแล้วพ่นลมออกทำตัว s รวมๆ แล้วจะต้องอ่านว่า ทะรู ซึอ ซี่ ฝึกทำแล้วขำตัวเองดี ผู้สนใจภาษาอังกฤษ ลองฝึกทำดูก็ได้น๊ะ ทะรู ซื่อ ซี่ รับรองคำนี้ช่วยให้เราเข้าใจวิธีออกเสียงภาษาอังกฤษได้เยอะเลย
ยังมีอีกตัวที่หลวงอาต้องฝึกใหม่ นั่นก็คือตัว H กับ ตัว S สมัยเรียนมัธยมตัว H จะถูกฝึกให้ออกว่า เฮ็ดฉุ ส่วนตัว S จะออกว่า เอ๊ด เสียงพวกนี้พูดให้เพื่อนฟังเมื่อไรเขาก็ยิ้ม แต่ไม่เข้าใจ เพราะตัว เฮ็ดฉุ มันไม่มีในภาษาอังกฤษ ส่วนตัวเอ๊ด นี่ทำท่าว่าจะมี แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาให้มันเป็นตัวไหน คำอ่านที่ใกล้เคียงแบบที่หลวงอาฝึกก็คือ H อ่านว่า เอช-ชึ วิธีการฝึกของหลวงอาก็คือ พูดคำว่า เอช แล้วยื่นปากเหมือนปากหมู พร้อมลิ้นแตะไว้ที่เพดาน ปล่อยปลายลิ้นเพื่อทำเสียงว่า ชึ
ส่วนตัว S ก็ฝึกลักษณะเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากปากหมูเป็นแสยะยิ้ม แล้วกัดฟันพ่นลมออก เพื่อให้เป็นเสียง ซี่ ตลกดีน๊ะ แต่ผลที่ออกมา น่าภูมิใจ
เรื่องความใจผิดเวลาใช้ภาษานี่ถึงเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แม้จะน่าขำแต่ก็ไม่น่าอาย หลวงอาเคยได้ยินมาจากโยมพี่คนนึงที่มาวัดอมรวดีประจำ ทุกวันอังคาร เขาเรียกกลุ่มเขาว่า กลุ่มวันอังคาร โยมเล่าให้ฟังว่า ไปอังกฤษใหม่ๆ ไปยืนรอรถเมล์ แล้วมีฝรั่งมาถามว่า How long have you been here? คุณพี่ตอบว่า Two years. ฝรั่งทำหน้างงๆ ความหมายของฝรั่งหมายความว่า มารอรถนานแค่ไหนแล้ว แต่คุณพี่เข้าใจว่าเขาถามว่า มาอยู่อังกฤษนานแค่ไหนแล้ว ฝรังก็คงจะงง รถเมลอะไรจะต้องรอกันสองปี หนักกว่านี้ก็ยังมี พี่คนนึงเพิ่งไปจากเมืองไทย ภาษาอังกฤษ ก็เหมือนคนลูกทุ่งเหมือนหลวงอา สะเน๊ก สะเน๊ก ฟิด ฟิด (งูๆ ปลาๆ ผิดแน ถืกแน) เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนบ้านร้องห่มร้องให้โทรมาบอกว่า ลูกชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ด้วยความที่เศร้าไปกับเขา นึกหาคำพูดที่จะแสดงว่าเราเห็นใจเขา แต่ปากและสมองเจ้ากรรมกลับพูดพว่า “Congratulation” พอมานึกได้ทีหลัง โอ๊ย..ตายแล้ว ฝรั่งจะโกรธไม๊เนี่ยะ ประสบการณ์แบบนี้สำหรับคนเรียนภาษาใหม่ๆ
เรื่องหลวงอาก็มีกับเขาเหมือนกัน วันนึงมีคนตายแล้วเขานำโลงศพมาไว้ที่ศาลา ก่อนจะเสร็จจากฉันน้ำปานะที่กุฏิพระอาจารย์ พระอาจารย์ประกาศ “Please go to see coffin in the Sala” แต่เพราะไม่รู้จักว่า Coffin คืออะไร หลวงอาจับใจความได้ว่า มีคนตาย ชาวบ้านจะเลี้ยง Coffee พระอีกรอบในศาลา เออ..วันนี้จะได้ฉันกาแฟมากกว่าสองแก้ว พอไปถึงจริงๆ กาแฟไม่มี มีแต่โลงศพ
จะว่าไปแล้วทั้งที่ตั้งใจฟังภษาอังกฤษมากๆ เวลาฟังเทศน์ เวลาประชุมหรือเวลาที่เพื่อนๆ คุยกัน แต่ปัญหามันจะอยู่ตรงที่พอฟังไม่เข้าใจ เราจะหลับ เหมือนกับเป็นตัวเปิดปิดคอยตัดให้ ทนได้ไม่เกินยี่สิบนาที หลับแทบทุกครั้งไป แต่เพราะตั้งใจว่าจะต้องทำให้ได้ จะต้องใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ ความพยายาม ก็หาได้ลดลงไม่

จนค่ำของวันพระวันนึง ท่านพระอาจารย์แสดงธรรมเรื่อง “Faith ที่แปลว่าศรัทธา” หลวงอานั่งฟังไปด้วย นั่งสมาธิไปด้วย รู้สึกว่าเข้าใจ เข้าใจทุกอย่างที่ท่านพระอาจารย์พูด แม้จะไม่รู้ศัพท์ทุกคำก็ตาม เพราะวิธีที่ท่านพระอาจารย์เทศน์ ความชำนาญในการใช้ภาษา และการเล่นคำของท่าน ท่านจะมีคำคล้ายๆ กันมาขยายความให้คำพูดท่านกระจ่างชัด เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจอย่างนั้น เวลาเดินกลับกุฏิจึงได้กราบเรียนท่านพระอาจารย์ว่า “ผมฟังภาษาอังกฤษเข้าใจครับวันนี้” ท่านอาจารย์ตอบว่า “เหรอ” พร้อมกับยิ้มๆ
กระยิ่มใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำได้ ไปบอกอาจารย์เกวลี ซึ่งขณะนั้นเป็นสามเณรว่า วันนี้ผมฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์เข้าใจ ท่านก็เป็นธุระขนขวายช่วยถอดเทปออกมาเป็นตัวหนังสือให้ ท่านเอามาให้ที่บันใดกุฏิ เบอร์ ๕ ข้างๆ โรงเย็บผ้า ที่หลวงอาอยู่ พร้อมกับเทปที่บันทึกไว้ เมื่อเริ่มอ่านไปคราวๆ ความรู้สึก และคำถามแรกที่ถามท่านเกวลีก็คือ “มันเรื่องนี้เหรอ” ท่านก็ตอบว่า “ใช่ครับ” ความรู้สึกของหลวงอาคิดว่ามันไม่ใช่ เรื่องที่เราเข้าใจไม่ใช่เรื่องนี้ แต่ เอ…หัวข้อมันก็อันเดียวกันนี่ แล้วที่เราว่าเข้าใจ เราเข้าใจอะไรหรือ เราก็ว่าเราเข้าใจอยู่นา แล้วทำไมมันถึงไม่เหมือนกัน
หลังจากได้พิจารณาเปรียบเทียบกับหลายเหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายๆ กันนี้ เป็นต้นว่าเวลาที่ฟังเทศน์หลวงปู่ชาก่อนฉันข้าวที่วัดบึงแสนสุข ฟังไปด้วย นั่งสมาธิไปด้วย ความรู้สึกเข้าใจทุกเรื่องที่หลวงปู่พูด แต่หากมีคนถามว่าหลวงปู่เทศน์เรื่องอะไร ก็จะไม่สามารถตอบได้ และบางครั้งเทศน์เรื่องเดิม ฟังมาแล้วหลายรอบ แต่บางครั้งสะดุด เอ…ตรงนี้เราไม่เคยได้ยิน เป็นไปได้เหรอที่เราไม่ได้ยินตรงนี้
จากเหตุนั้นช่วงหลังๆ มาเวลาฟังอะไรจะตั้งใจฟัง เอาใจใส่มากขึ้น หากเป็นไปได้ที่จะฟังซ้ำก็จะฟังแล้ว ฟังอีก จนกว่าจะเข้าใจ แบบเข้าใจจริงๆ และเพื่อให้ไม่เป็นการผิดพลาดเวลาเล่าให้คนอื่นๆ ฟังต่อจะขึ้นต้นคำพูดว่า “ถ้าจำไม่ผิด….” ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะเริ่มเข้าใจความไม่เที่ยงของความจำ และความเข้าใจเวลาที่ฟังได้ดีขึ้น บางครั้งหากไม่ฟังให้ดี เรามักจะมีความเข้าใจไปในทางที่ตนชอบ แล้วคนก็จะชอบยกคำพูดของคนอื่นมาอ้างว่าเขาพูดอย่างนั้น อย่างนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้วผู้พูดไม่ได้พูด หรือไม่ได้มีเจตนาให้ความหมายเป็นอย่างนั้นเลย เข้าข่ายว่าพูดเอง เออเอง เสียมากกว่า ยิ่งนิสัยคนเราทั่วไปเรามักจะไม่ตั้งใจฟังคนอื่นพูด เขาพูดมาเราก็พูดแทนในใจ เราก็เลยไม่เข้าใจสิ่งที่คนพูดอยากให้เราเข้าใจ เรากลับเข้าใจเรื่องที่ตั้งธงไว้เสียก่อนหน้านั้นแล้ว เรื่องมันก็เลยไม่ตรงกัน ทำให้ลุกลามให้เกิดปัญหาว่าผู้พูดไม่รักษาคำพูดไปได้
อ่านต่อ ฉบับหน้า

หลังจากที่ได้มีการจัดนำพระแก้วมรกตทั้ง๘องค์และฐานอีก๙ฐาน จากวัดป่าไทยเจริญ ต.อีสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สาขาที่๑๔๑ ของวัดหนองป่าพง โดยมีเจ้าอาวาสคือ พระอธิการจิตรกร สันตะจิตโต (หลวงตาเหลืองแห่งภูหิน) ได้รับความใจบุญจากอาจารย์วิทยาลัยเกษตรบุรีรัมย์ช่วยพาหนะและคนขับสิ้นค่าใช้จ่ายไป ๓,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังจากนั้นในวันที่ ๑๙ ธันวาคมพ.ศ.๒๕๕๑ ก็ได้พาคณะช่างเข้าไปตกแต่งองค์ที่หล่ออยู่ที่วัดหลวงปากเซเมื่อเดือนเมษายนที่ยังไม่แล้วเสร็จจึงเริ่มนัดแนะกันไปพักที่วัดภูนกยูง โดยมีตุ๊พงษ์เป็นเจ้าอาวาสซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกัณหา วัดแพร่-ธรรมาราม
พักแรมค้างคืนก็ได้ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องการขอพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระสังฆราชและเรื่องการที่จะนำเอาพระแก้วมรกตเข้าไปยังเมืองปากเซ จำปาสัก สปป ลาวจะทำอย่างไรดี แล้วก็พักผ่อนกัน

ในตอนเช้าก็เดินเรื่องนำช่างเข้า สปป ลาว ซึ่งก็มีเราหลวงมอร์ส หลวงตาเหลือง หลวงตาป้อม พระศรีทอง พระโจใหญ่(พระช่าง)พระโจเล็ก(พระช่าง) ตู่ พรชัย ยายชีตุ้มเติ้ง คุณหน่อย ทั้งหมด ๑๐ ท่านด้วยกัน ตุ๊พงษ์ต้องไปงานศพจึงไม่ได้ไปด้วย ก่อนออกเดินทางจึงได้พากันขอพรต่อหลวงพ่อทันใจที่วัดบึงแสนสุข
หลวงปู่สมเด็จลุน องค์หลวงพ่อพระนพแก้ว (คือพระแก้วทั้ง ๙ องค์ที่จะเอาไปถวาย สปป ลาวนั่นเอง ) ขอบารมีช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถนำเอาพระแก้วทั้งชุดนี้เข้าไปถวายให้ได้ดังจิตจำนงค์ด้วยเถิดเสร็จแล้วก็ถ่ายรูปด้วยกันทีศาลาวัดภูนกยูงและต่างฝ่ายก็ต่างไปทำหน้าที่ของแต่ละคนสืบต่อไปเราก็พากันไปเดินเรื่องเข้า สปป ลาว กัน จนบ่ายสองจึงเริ่มเข้าได้ จึงลองปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ ที่ด่านช่องเม็กก็ปรากฎว่าทางเจ้าหน้าที่ก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้จึงได้หารถมาขนพระและติดต่อทางหลวงพ่อสุวรรณ จันทราช เจ้าคณะแขวงจำปาสัก ท่านก็ได้ให้ครูบาตู้มาทำหน้าที่ประสานงานกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อยถึวัดหลวงปากเซก็ตกเข้าไปประมาณหนึ่งทุ่มพอดีก็เป็นอันว่าสำเร็จตามความตั้งใจช่างน่าอัศจรรย์ใจดีแท้ๆ
ไม่คาดหวังมาก่อนว่าจะทำได้ง่ายสะดวกปานนี้ก็ด้วยอำนาจของคุณพระศรีรัตนตรัยนั่นเองเห็นได้ชัดเจนว่ามีอำนาจจริงๆ ขอให้ทำด้วยจิตศรัทธาบริสุทธิ์จริงๆ
เมื่อเข้าไปถึงได้พักผ่อนกันคืนหนึ่งแล้วก็เริ่มนำพระแก้วที่หล่อที่วัดหลวงไปยังภูซ่าเหล้าไปทำกันอยู่ที่นั่นเพราะว่าที่นั่นสะดวกผู้คนไม่พลุกพล่าน กลิ่นจากอุปกรณ์การหล่อพระก็จะได้ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมที่วัดหลวง
ช่วยกันทำอยู่จนถึงวันที่ ๒๕ ธันวา จึงแล้วเสร็จเรียบร้อยอีกวันหนึ่งจึงกลับไทยครั้งนี้หมดค่าใช้จ่ายไปอีกสามหมื่นเจ็ดกว่าบาททำเป็นองค์ฤดูหนาวก็ครบทั้ง
๙ องค์เป็นพระแก้วนพเก้าครบสมบูรณ์ก็เหลือแต่เพียงการนัดแนะกันไปทำการถวายให้เป็นที่เรียบร้อยสืบต่อไปจึงได้ปรึกษากันกับหลวงพ่อสุวรรณ
ว่าเอาวันไหนดีจึงตกลงกันว่าเป็นวันที่ ๑๘หรือ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ จึงได้ติดต่อกับทางคุณหมอจักรกริช ก็ตกลงตามนั้น จึงได้นัดแนะกันไปทำการถวายตามวันดังกล่าว

ดังนั้นในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ หลังจากที่ได้ไปงานวัดหนองป่าพงเสร็จก็เดินทางไปถวายพระแก้วนพเก้ากันก็ได้ไปทำการถวายกันเป็นที่เรียบร้อยตามวันดังกล่าวเรื่องก็จบลงสมดั่งความมุ่งมาดปรารถนาทุกฝ่ายทุกประการแล้วนั้นก็เนื่องจากอานิสงส์ของบุญทั้งนั้น
แต่กว่าจะทำการได้สำเร็จนั้นแน่นอนว่าอุปสรรคขวากหนามต่างๆย่อมมีอย่างมากมายแต่ก็สามารถที่จะลุล่วงไปได้ด้วยดีก็เนื่องจากบุญนั่นเองคำว่าบุญนั้นก็คือความสบายใจนั่นเองบุญก็เกิดจากเจตนานั่นเองความสบายใจก็เกิดจากเจตนานั่นเองไม่ว่าเราจะกระทำอันใดก็แล้วแต่ถ้ารู้จักการตั้งจิตเจตนามันก็จะเกิดบุญขึ้นมาในขณะนั้นทันทีเช่นการให้ทานอย่างการที่เราเอาน้ำล้างถ้วยล้างจานสาดทิ้งถ้าเราสาดทิ้งโดยไม่มีจิตเจตนาอันใดผลบุญก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้หรืออาจเกิดบาปขึ้นก็ได้ถ้าคิดกลั่นแกล้งหรือถ้าคิดว่าขอให้น้ำล้างถ้วยล้างชามนี้จงสำเร็จแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อยด้วยเถิดจิตเจตนาเช่นนี้เป็นบุญเกิดขึ้นแล้วคือบุญสำเร็จด้วยการให้ทานกลายเป็นให้อาหารสัตว์ไป ศีลก็เช่นเดียวกันเกิดจากการมีจิตเจตนานั่นเองจึงเป็นศีลเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีจิตเจตนาก็เป็นได้แค่เพียงแค่กิริยาอาการที่แสดงออกเฉยๆหาได้ผิดศีลไม่เช่นกำลังทำงานอยู่แต่พลาดท่าไปทำให้สัตว์เสียชีวิตหาได้ผิดศีลไม่หรือการฆ่าสัตว์โดยไม่มีเจตนาไม่ผิดกฏหมายด้วยก็ยังมีการปฏิบัติภาวนาก็คือการปฏิบัติจิตให้เกิดบุญนั่นเองคือต้องพยายามควบคุมจิตให้มีเจตนาที่ดีมีเจตนาในบุญอยู่เสมอให้มีสติอยู่เสมอบุญสำเร็จด้วยการขวยขวายเมื่อเรากระทำการอันใดก็ให้คิดถึงบุญทำเพื่อบุญบุญก็จะบังเกิดขึ้นการสั่งสมซึ่งบุญนำสุขมาให้บุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งทั้งในภพนี้และภพหน้า

ดังนั้นชาวเราทั้งหลายก็จงอย่าพากันประมาทในการไม่รู้จักการควบคุมสติให้มีจิตเจตนาที่ประกอบไปด้วยบุญอยู่ทุกการกระทำซึ่งก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง
อุปสรรคทั้งหลายจึงลุล่วงไปได้ด้วยจิตที่คิดถึงบุญที่มาช่วยเป็นกำลังใจให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ด้วยดี.

Some Students asked Ajahn Chah why he so rarely talks about Nirvana but teaches instead about wisdom in daily life. Other teachers speak so often of attaining Nivana, of tis special bliss and its importance in their practice
ลูกศิษย์บางท่านถามท่านอาจารย์ชาว่า ทำไมท่านไม่ค่อยจะพูดเกี่ยวกับนิพพานแต่กลับสอนเกี่ยวกับเรื่องปัญญาในชีวิตประจำวันเสียมากกว่า ครูบาอาจารย์องค์อื่น ๆ พูดเกี่ยวกับเรื่องการบรรลุนิพพาน เกี่ยวความสุขอันเลิศและความสำคัญของนิพพานในการปฏิบัติของท่านเหล่านั้น
Ajahn Chah answered that some people will savor a good meal and then go on to praise its merits to everyone they meet. Others will eat and savor the same meal but, once through, will feel no need to go around telling others of a meal already eaten.
ท่านอาจารย์ชา ตอบว่า คนบางคนได้ชิมรสของอาหารที่อร่อย และจากนั้นก็ไปยกย่องรสชาติและข้อดีของอาหารให้ใครต่อใครที่เขาเจอ ส่วนบางคนได้กินได้ลิ้มรสอาหารชนิดเดียวกันจนหมดจาน แต่กลับรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปบอกใครเกี่ยวกับอาหารที่กินไปเรียบร้อยแล้ว








