
หลวงอาให้หลวงตามอดเขียนเรื่องต้นโพธิ์ให้สักหน่อย ก็เลยมา เขียนให้ เมื่อครั้งก่อนให้เขียนเรื่องไปอินเดีย ก็ไม่ได้เขียนให้ คราวนี้หนีไม่พ้น แต่เรื่อง ต้นโพธิ์นั้นมีอยู่สองประเด็น คือต้นโพธิ์ อินเดีย กับต้นโพธิ์จากตึกถล่มก็เลย ไม่รู้ว่าจะเขียนประเด็นไหนหลวงอา บอกว่าเอาทั้งสองเลย เอ๊า…! เอาก็เอา
ปีนี้ พ.ศ. 2552 เป็นปีที่หลวงตา เริ่มแข็งแรงหลังจากป่วยด้วยโรค ตับอักเสบ ตั้งแต่ 20 ก.ค. 47 เป็นหนักมาก จนนอนไม่ได้ 3 วัน 2 คืน จึงต้องไปหาหมอ ที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาค่าเอนไซด์ ในเลือดขึ้นสูงมาก 570 ซึ่งคนธรรมดาก็อยู่ประมาณ 40 เป็นเอามากเกือบตาย 4 ปี หลังจากได้รับคำแนะนำจาก หลวงตา หมอสำราญ อาบสุวรรณ (ท่านเคยเป็นมะเร็งปอด รักษา ตัวเองแบบธรรมชาติบำบัดจนหาย ท่านบอกว่าถ้าอยู่ได้ห้าปี จะบวช 3 เดือน ก็อยู่ได้จึงทำตามสัญญาแล้วมาจำพรรษาอยู่ด้วย เนื่องจาก สางตายงพ่อของท่านเป็นคณะผู้บุกเบิกวัดบึงแสนสุข นี้นี่เอง) แนะนำให้ฉันน้ำแยกกาก
โยมปุ้ยซื้อให้เครื่องแรกใช้ไม่ได้ผล อีนาง(โยมหน่อย)จึงได้ไปหาซื้อ เครื่องใหม่มาทำให้ฉัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2551 ฉันอยู่ เดือนกว่าก็พอมีแรงทำงานได้ พอสัก 3 เดือน จึงได้ลองเช็คเลือด เช็คดูสุขภาพ คุณหมอสหรัฐ กับคุณหมอสุนทร ท่านบอกว่าเลือด ปกติแล้ว หลวงตาก็เห็นได้ชัดว่าตนเองเป็นปกติแล้ว แต่แรงมันไม่ มีมากเหมือนเดิมแต่พักก็หายเหนื่อยอยู่ แต่ต้องใช้เวลามากกว่าเดิม สักนิด ต้องฉันน้ำแยกกากวันละ 4 เวลา เช้า กลางวัน บ่าย กลางคืน เวลาละ 1 ลิตร ฉันตอนแรกทรมานมาก ทั้งท้องทั้งใส้ไม่สบาย ทั้งเนื้อทั้งตัวก็เมื่อยขบแต่ก็ทนอุตส่าห์ฉันเอา ทั้งยายๆ และอีนาง ก็ช่วยเหลือดี เอ้าฉันก็ฉัน
หลวงอาก็นิมนต์ไปอินเดีย บอกว่าให้ไปเป็นเพื่อนกันยายอ๊อด หลวงตาบอกว่าไม่ค่อยแข็งแรงยังไม่อยากจะไป ท่านก็คะยั้น คะยอ หลวงอาบอกว่าหรือจะเอาโน็ตบุ๊ก หลวงตาก็ไม่เอาแต่บอกว่าเอางี้ เอาตังค์มาจะไปใช้หนี้เรื่องทำพระแก้วนพเก้า ท่านก็หัวเราะใน ที่สุดเราก็ต้องไปอินเดียจนได้โดยต้องเดินทางไปคนเดียว ดีที่มียายเอ๋ช่วยจัดการอุปกรณ์น้ำแยกกากให้ พร้อมทั้ง เสบียง อีกเพียบ พร้อมทั้งฝากฝังกับยายอ๊อด(คณะทัวร์คนละอ๊อดกับ เจ้าภาพ) ให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ ดีที่เครื่องบินไปลงที่พุทธคยาเลย ไม่ได้ไปลงที่กัลกัตตา ลงเครื่องมีพระอาจารย์ใหญ่มา คอยรับคณะทัวร์เราก็ติดตามไปด้วยจนถึงโรงแรม ทางหลวงอา กับหลวงตาเหลืองจึงได้เดินมารับเอาที่โรงแรมหลวงตาก็ไปฉันเพลในห้องอาหาร เสร็จออกมาเดินทางไปพักที่ วัดป่าพุทธคายา เป็นวัดของหลวงพ่อจิ๋ว ท่านเอาข้อวัตรปฏิบัติวัดป่าไปไว้ใช้ที่นั่น ดีเหมือนกัน เราต้องพักที่นี่ 20 วัน อยู่ห้องเดียวกัน 3 องค์
หลวงตาเดินทางมาอินเดียในครั้งนี้ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยทั้งเพลีย กลางคืนก็ไปอยู่ที่นั่น เนสัชชิกที่ใต้ต้นโพธิ์อีกเพราะเป็นวันมาฆะ-บูชา ไม่รู้ว่ากี่โมงกี่ยามง่วงพลียหลายจึงได้นั่งหลับ ที่ใต้ต้นโพธิ์ อยู่เรื่อยๆ แต่โชคไม่ค่อยดีที่มาได้ 3 วันก็ป่วยร้อนในปากพอง ไอ และมีไข้ในตอนกลางคืนด้วย แถมยังมีลมพิษขึ้นเต็มเอว เต็มพุง เต็มขา จึงต้องไปหาซื้อใบพลูกับเหล้าขาวมาทำยา จึงค่อยยังชั่ว
เรื่องไฟฟ้าดับที่อินเดียนี่ถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าไฟฟ้าไม่ดับนี่จึงจะ ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เด็กอินเดียชื่อ แจรัม เป็นคนดูแลอำนวย ความสะดวกบริการเราทั้ง 3 องค์ ไปหาซื้อผลไม้มาให้ หลวงอา เป็นคนทำน้ำแยกกากให้ฉัน กว่าจะได้ฉันในแต่ละทีต้องลุ้นกัน ทุกวัน เพราะความปกติของไฟฟ้าที่จะต้องดับทุกวัน ต้องรีบจัด-การเมื่อมีไฟ แต่ก็ได้ฉันทุกวัน มีสิ่งที่ประทับใจหลายประการ หลวงอาก็คงจะเล่าให้ฟังแล้วถ้าหลวงตาเล่าอีกก็จะเอามะพร้าว
อ่อนมาถวายหลวงตา
ก็เป็นอันว่าเอาเรื่องต้นโพธิ์ดีกว่าเนาะ… แหม ! ไปเจริญภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ รอบต้นโพธิ์พุทธคายา มันก็แปลกดีคนก็ เยอะ พลุกพล่าน แต่จิตของเรากลับดีไม่สนใจ เรื่องของใครของเรา ต่างคน ต่างสนใจในตนเองไม่เกี่ยวข้องกัน บางครั้งก็มีการเก็บ ใบโพธิ์บ้างซึ่งเป็นที่ปราถนาของมหาชนเป็นอันมากโดยมีหลวงตารวมอยู่ด้วย แล้วก็ไม่ได้สนใจใส่ใจแต่เพียงใบโพธิ์อย่างเดียว ยังสนใจต้นโพธิ์ด้วยพยายามสอดส่ายสายตามองหาว่ามีเบี้ยโพธิ์อยู่ตรงไหนบ้าง ก็ปรากฏว่าเราเห็นอยู่ที่เจดีย์เล็กข้างๆ ต้นใหญ่แต่ สูงหมดสิทธิ์ แล้วก็อยู่กับเจดีย์น้อยๆของที่ฝังศพ ใกล้ต้นโพธิ์ตรัสรู้ร่มเงาปกมาเกือบถึง และที่กระไดเดินขึ้น คืนนั้นหลังจากที่ ได้นำผ้าไตรไปถวายห่มหลวงพ่อพุทธเมตตา ที่ในสถูปพุทธคายา เรียบร้อยแล้วเดินรอบ ประทักษิน สั้น 3 รอบ ก็คิดว่าจะเอา ต้นโพธิ์มาด้วยได้อย่างไร
หลังจากนั้นในคืนวันที่ 14 ก.พ. 52 หลังจากที่ได้ไปเดินและ นั่ง สมาธิ พอควรแล้ว จึงได้มายืนอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้น

โพธิ์หันหน้าเข้าหา ยืนภาวนาพร้อมตั้งจิตอธิษฐานขอ ก็เผอิญมียาม เดินเข้ามาคุยด้วยสื่อความหมายด้วย ภาษาหลวงตา ก็ตกลง โอเคกัน ยามพาเดินไปหา ต้นโพธิ์ที่กระถางต้นไม้ให้แต่ไม่ทันจะเจอ ก็พอดี มีคน จุดธูปไฟลุกเลยไปทำหน้าที่ก่อนเราเลยอด ก็พอดีลูกศิษย์จรัญมาหาจึงได้พาไปเอา ได้มา 3 ยอดเล็กๆ ดึงไม่ออก วันหลังไปเอาใหม่อีกคราวนี้ได้มา 10 ยอดเล็กๆ เอามาถึงวัดก็เหี่ยวเฉา จึงได้เอาไปแช่น้ำ ไว้ก่อน 1 คืน ตอนเช้าเห็นสดชื่นจึงได้นำมาอนุบาลไว้ในขวด กระถางพลาสติก 3 ชุด เทียวราดน้ำเทียวนำไปตากแดด เทียวเอาฝาครอบ ประ-คบประหงมอย่างดี และก็ได้เมล็ด โพธิ์ตรัสรู้ จากหมู่เพื่อน สหธรรมมิกอีกห่อใหญ่ๆสัก 2 ขีดได้กระมัง แบ่งกับหลวงตาเหลืองคนละครึ่ง ก็ตายไป เหลือกลับมาถึงวัดเมืองไทย 4 ต้น ตายไป 9 ต้น ก็ตื่นเต้น ดีเหมือนกันให้เด็กดึงออกจากซอก รอยแตกยาวประมาณ นิ้วเดียวได้แต่ต้นยอดไม่มีรากต้องใช้ เทคนิคชั้นเชิง เอาใจ ใส่พอสมควรจึงได้เป็นต้นออกมาได้
ตลกดีตอนเอาขึ้นเครื่องบินก็เอาใส่ไว้ในช่องของตีนบาตรได้เอาแจกหมู่คณะถวาย พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ตลอดจนให้คุณโยมนำไปเพาะพันธ์ุ อธิฐานจิต เสื่ยงโชค ถ้าได้ต้นก็ให้เอามาถวายวัด ก็ยัง เงียบๆอยู่ แต่หลวงตาก็ได้ทำพิธีปลูกเพาะ เมล็ดโพธิ์ เมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2552 ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 3 ตอน 9 โมงเช้า เกือบเดือนจึงเห็นเบี้ย น้อยๆ เกิดขึ้น ตื่นเต้นๆ ดูทุกวันใครมาก็อวด มีการนำไปสวดมนต์ใหญ่ฉลองด้วย ขึ้นมานับ ได้ 4 ต้นถูกฝนพร้อมมีแมลงซุยดินพันรากหรือไง ตายไปหลายต้น ต้องเอาน้ำแช่ยาฉุนเทราดจึงอยู่ เหลืออีกสิบกว่าต้นและก็มีขึ้นเพิ่มมาอีก ครบอาการ 32 ต้นพอดี ขณะนี้ต้นใหญ่สูงหนึ่งนิ้ว และมีใบห้า ใบแล้ว 1 ต้น อีกต้นเล็กกว่านิดหน่อย แต่ก็ตลก ดีหลังจากที่ได้ทำพิธีเพาะเมล็ดโพธิ์ตรัสรู้มีคนนำต้นโพธิ์มาให้อีก 5 – 6 ต้น แล้วจู่ๆก็มีโยมจาก หมู่บ้านใกล้เคียงนำต้นโพธิ์ตรัสรู้ซึ่งโยมไปได้ มาจากวัดสังฆทาน หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ ให้โยม โยมก็เอามาถวายให้หลวงตาที่วัดก็ตลกดีโยมเขามีต้นโพธิ์ในที่เขาจะขายที่ที่เลยให้คนขุดต้นโพธิ์มาให้ ก็กำลังอนุบาลอยู่และ เบี้ยต้นโพธิ์ก็ขึ้นที่หน้ากุฏิในแปลงผักอีก 4 – 5 ต้น บนต้นข้างหลวงหลังลายอีกต้นหนึ่ง
และที่น่าทึ่งอีกต้นหนึ่งนั่นก็คือต้นโพธิ์จากกที่ตึกถล่มเมื่อ ปี 2536 (โรงแรมเจ้าพระยาที่หนองบัวรอง) หลังจากโรงแรมถล่มแล้วมีผู้คนตายไป 136 ศพ ก็กลายเป็นสถานที่รกร้างกลายเป็นขยะกลางเมืองกลายเป็นสถานที่น่ากลัวไม่มีใครกล้าซื้อก็มีแต่มูลนิธิฮุก 31 กับสมาคมพระเครื่องเท่านั้นที่ขอใช้สถานที่ หลังจาก ที่ทางสมาคมพระเครื่องได้เข้ามาขอใช้สถานที่ก็ได้ปลูกต้นโพธิ์ใส่หนึ่งต้น เมื่อ 6 – 9 ปีที่แล้ว จนกระทั่งปี 2546 ทางธนาคารกรุงเทพฯ จึงได้นำที่ดินออกขายก็มีโยมซึ่งเป็นลูกชายของโยมอุปฐากของหลวงตาได้ไปประมูลซื้อที่มา ซื้อก็ด้วยเหตุผล ในส่วนลึกลับภายใน ซื้อมาแล้วก็ไม่รู้จะทำ อะไรก็ปล่อยไว้เฉยๆ จนมาปีนี้ 2552 ทางโยมที่ซื้อที่ตึกถล่มที่นิมนต์ให้ไปดูที่ให้
และให้ช่วยทำพิธีให้ ก็ไปทำให้ตามความปราถนา แล้วก็ให้เอาต้น โพธิ์ไปไว้ที่วัด แล้วต่างฝ่ายก็ต่างเฉยไปตามหน้าที่ตนจนกระทั่งมาเดือนมีนาคม ขณะไปเรียนหนังสืออยู่ทางคุณโยมอุปัฐากก็โทรศัพท์ มานิมนต์ให้ดูต้นโพธิ์ทำพิธีให้พร้อมทั้งขอเช่าที่ปลูกต้นโพธิ์ด้วย จึงได้ไปทำพิธีพร้อมรับสังฆทาน แผ่เมตตา ก็ตลกดี เหมือนกัน คุยกันกับผี ที่จริงก็คุยคนเดียว ถามเอง เออเอง แต่ขนลุกซีกเดียว ก็ตลกดี ไม่ขนไม่ยอมลุกทั้งสองซีก เฮ้อ
ก็ชวนผีมาอยู่วัดด้วยกันเพราะที่นี่เขาจะขนเอาดินเปื้อนเลือดทั้งหมดออกไปทิ้งแล้วนำดินใหม่เข้ามาถมแทน ต้นโพธิ์ก็จะ นำไปปลูกที่วัด อยู่ที่เดิมก็จะลำบาก ผีก็เลยตามหลวงตา มาอยู่ที่วัดกันหมด อยู่วัดดีกว่ามีคนมาทำบุญเขาก็แผ่บุญให้ เข้าสวดมนต์ทำวัตรเขาก็แผ่บุญให้ได้บุญอยู่ตลอด ได้แต่บุญ โอกาสไปสู่สุคติก็มีมากกว่า
จึงได้ทำพิธีอุทิศให้กับผู้ที่ยังไม่ได้ตามเราไปอยู่ที่วัดอีกครั้งหนึ่ง คงเป็นว่ากำลังไม่พอที่จะเดินตามมาได้พอได้กำลังบุญช่วย ผีจึงมีแรง(ปรากฏว่าต้นโพธิ์ที่ปลูกอยู่บนห้องใต้ดิน) ซึ่งทางเราเองก็ฝันว่ามีงู 2 ตัวกัดขาข้างขวาหลวงตา 3 ครั้ง หลวงตาจะ ไปจับงู งูก็พากันหนีเข้าถ้ำใต้ดินไปหมด ก็เลยตื่น
หลุมโพธิ์ก่อนจะเอาต้นโพธิ์ลงไปปลูกได้ทำพิธีตอกไม้มงคล 9 อย่าง เพราะถือว่า ต้นโพธิ์เป็นเจดีย์ของคฤหัสถ์ เป็นไม้ มงคล ที่พระพุทธองค์นั่งตรัสรู้ ใต้ต้นไม้ชนิดนี้ มีการสวด ชยันโตด้วย เอาเครื่อง เจดีย์สังเวยด้วย เอานมรดด้วย.

ตอนที่ 2 พรอันประเสริฐ
นอกจากวัฒนธรรมที่แตกต่างของชาวเกาะอัง-กฤษแห่งนี้ ภาษาที่ต้อง ฟุดฟิด ฟอไฟ ทุกทุกวัน ต่างจากที่บ้านเรา อาหารการกิน ที่ถูกปากแต่ไม่ ถูกใจเท่าไร จำพวกเนื้อ แป้ง น้ำตาล เช่น ฟิชแอนด์ชิป (Fish and Chip), แซนวิช (Sandwiches) สารพัดไส้ และ ธรรมชาติที่สวยงามในแบบเมืองหนาว ที่ที่ฤดูกาล สามารถเปลี่ยนสีของ ต้นไม้ แม่น้ำ หรือ ภูเขาทั้งลูกได้ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน อีกสิ่ง หนึ่งที่เติมเต็มชีวิตของนักเรียนไทยใน เกาะใหญ่อย่างฉันก็คือ “เพื่อน” เรียกได้ ว่าถ้าช่วงชีวิต ของฉันที่ประเทศอังกฤษ เป็นละครเวที The Musical สักเรื่อง มันคงเต็มไปด้วย ตัวละครมากมาย จาก หลากเชื้อชาติ หลายประเทศ ทั้ง ไต้หวัน ไปจนถึง อิตาลี รัสเซีย ปากีสถาน หรือ แม้กระทั่งอัฟกานิสถาน ความกลมกลืน หลากหลายของผู้คนที่เกาะอังกฤษแสดง ให้ฉันเห็นว่าอัตลักษณ์แห่งโลกาภิวัฒน์ อย่างแท้จริงคืออะไร แม้กระทั่งในหมู่ คนไทยด้วยกันเองฉันได้มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิด กับเพื่อนมากมายหลายแบบ ตั้งแต่เพื่อนๆ พี่ๆ พ่อครัวแม่ครัว ที่ร้าน อาหารไทย เพื่อนรุ่นคุณน้าคุณป้าชาวไทย ที่มาแต่งงานกับหนุ่มชาวอังกฤษจนมีพยานรักหน้าตาน่าเอ็นดูมากมายหลายคู่ ทั้งเหล่านักเรียนบรรดามันสมองของชาติ เช่น นักเรียนทุนคิงส์ (King’s Scholar) ทุนแบงค์ชาติ(ธนาคารแห่งประเทศไทย) ที่เขาว่ากันว่าเก่งขั้นเทพ หรือ เคยร่วมรับ-ประทานอาหารกับลูกอดีตนักการเมืองคนดังหรือระดับผู้นำประเทศไทยมาแล้ว ในหัวใจของฉันรู้สึกเสมอว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ว่าจะมาจากชาติไหนสังคมหรือชนชั้น ใด จริงๆแล้วระดับความรวย ความมีหน้า มีตาในสังคม ความสวยงามภายนอก ระดับความรู้หรือจำนวนใบปริญญา ในตัวคนทุกคนนั้นเป็นผลแห่งการกระ- ทำของตนเองทั้งสิ้น ต่างกรรมในอดีต เสกสรรปั้นแต่งถึงภพชาตินี้ประสบการณ์ กับคนจำนวนมากในช่วงเวลาที่นี้สอนให้ ฉันรู้ว่าทุกชีวิตเว้นแต่พระอรหันต์ ก็ยังมี ทั้งอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง และความ ผิดพลาด ซึ่งต่างต้องเรียนรู้ด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งที่สำคัญเหนือ ภาษา วัฒนธรรม หรือ เปลือกที่เรามองเห็นได้ด้วยดวงตา คือ จิตใจที่ดีงามต่างหาก
มีบทเพลงสากลอยู่บทเพลงหนึ่งซึ่งยัง คงดังก้องอยู่ในหัวใจของฉันทุกๆ ครั้ง ที่ฉันได้คิดถึง “ความรัก” ซึ่งฉันได้มีให้ แก่เพื่อนสนิท ในขณะที่ฉันต้องไกลบ้านเกิดถึงอีกซีกโลก ข้ามผืนฟ้าและแผ่นน้ำ จากครอบครัวและประเทศที่รัก…จนกระทั้งทุกวันนี้ แม้แต่เวลา ระยะทาง หรือ เหตุการณ์ใดใดก็ยังไม่เคยเลยที่จะทำให้ ฉันทุกข์ใจไปกับความห่างไกล แม้จะไม่ได้ เจอหน้ากันหลายๆ เดือน ไม่ได้พูดคุย ไต่ถามทุกข์สุขได้ยินเสียงกันเกือบแรมปี ไม่ได้ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ความ รู้สึกดีดีที่เกิดขึ้นก็ยังอยู่
ความรักที่ฉันหมายถึงนี้ คือ ความรัก ที่ประกอบด้วย ความผูกพัน ความเข้าใจ มิตรภาพ และที่สำคัญที่สุด เปี่ยมไปด้วย “เมตตา” เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ ความเปลี่ยนแปลงตามกฎไตรลักษณ์จะ
โหมกระหน่ำพัดผ่านชีวิตของฉัน และเขา มากแค่ไหนเราก็ยังมีกันและกัน
อยู่แบบไม่มีเงื่อนไข ชื่อเพลง เพลงนี้คือ
“That’s what friends are for”
ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า
“นั้นคือ ความหมายของเพื่อน”
"And I never thought I’d feel this way
ฉันไม่เคยขาดคิดว่า ฉันจะรู้สึกแบบนี้ได้
And as far as I’m concerned
และ ตราบที่ฉันยัง คิดคำนึงอยู่
I’m glad I got the chance to say
ฉันรู้สึกยินดีที่มีโอกาสได้พูดว่า
That I do believe I love you
ฉันเชื่อว่า ฉันรักเธอ
And if I should ever go away
และหากยามที่ฉันต้องจากไกล
Well then close your eyes and try
ขอให้เธอหลับตาลง และพยายาม
To feel the way we do today
สัมผัสความรู้สึกที่เรามีให้กันในวันนี้
and than if you can’t remember
และหากว่าเธอยังจำไม่ได้หล่ะก็
Keep smiling keep shining
ขอให้ยิ้มเข้าไว้ ขอให้เจิดจ้าเข้าไว้
Knowing you can count on me
ให้รู้ว่าถึงอย่างไรเธอยังมีฉันอยู่
For sure that’s what friends are for
แน่นอน เพราะนั้นคือความหมาย ของคำ ว่า เพื่อน
For good times and Bad times
ทั้งในช่วงเวลาที่ดีและร้าย
I’ll be on your side forever more
แล้วฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ
That’s what friends are for
นั้นคือความหมายของคำว่าเพื่อน”
คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า …ในช่วงหนึ่ง ชีวิตของคุณตั้งแต่เกิดลืมตาดูโลกจนกระ-ทั้งปัจจุบัน คุณมี “เพื่อนแท้” สักกี่คน แล้ว “เพื่อนแท้” ที่เป็นไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็น “กัลยาณมิตร” ด้วยนั้น เดินเข้ามาในชีวิตของคุณมากแค่ไหน
วันนี้ขอเล่าเรื่องราวของชีวิตสดใสวัยรุ่น เกี่ยวกับ “ความรัก แห่งมิตรภาพของฉัน” ในรั้วมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยสักนิดหน่อยนะคะ เพราะเพื่อนๆเหล่านี้คือบุค-คลที่สร้างสีสัน ความประทับใจ ความ เข้าใจ เรื่องราวชวนขำ แม้กระทั่งสร้าง เสียงหัวเราะและคราบน้ำตาให้ฉัน เพื่อนๆของฉันนั้นมีหลากหลายตั้งแต่แบบแก่เรียนสุดๆเรียกได้ว่าคะแนนสูงสุดของทุกวิชาที่เขาสามารถจะเรียนได้ หรือแบบ ที่งานหลักคือการใช้จ่าย(หรือพูดให้เห็นภาพคือการเผา)เงินของผู้ปกครองอย่างเดียว คิดในแง่ดีเขาคงอยากจะกระจาย รายได้ให้มากขึ้นก็ได้ บ้างก็กลับเมือง ประเทศตนเองไปโดยไม่มีกระดาษ รับรองความรู้แต่มีสิ่งที่เขาเรียกว่า ประสบการณ์ชีวิตถือกลับไปฝากพ่อแม่แทน หรือ แบบว่าทั้งเที่ยวและเรียนหนัก มากทั้งสองอย่างก็มี
ฉันมีความสุขที่จะได้พูดคุยพบปะกับเพื่อนๆ ไม่จำกัดอายุ สีผิว หรือ ชนชาติ เพราะว่าฉันถือว่า ทุกคนที่เรารู้จัก คือ ผู้ร่วมบนเส้นทางวังวนแห่งการเกิดดับ ด้วยกันทั้งสิ้น
หลังจากที่ได้เรียนภาษาเป็นเวลาหลายเดือนที่เมือง บริสโตล (Bristol) ทางตอน ใต้ของประเทศอังกฤษทางสำนักงาน ก.พ. ที่ดูแลนักเรียนไทยประจำประเทศสหราชอาณาจักร ก็ได้ส่งฉันไปเป็นนักเรียน โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งกลางหุบเขา ไม่ได้ล้อเล่นค่ะ โรงเรียนประจำแห่งนี้ โอบล้อมด้วยทุ่งหญ้าและหุบเขาสุดลูกหูลูกตาจริงๆ นึกภาพตามไปด้วย คลอกับ เพลง เดอะ ซาวออฟมิวซิค The Sound of Music ภาพยนตร์ชื่อดังของเจ้าแม่ มิวสิเคล อย่างคุณ จูลีย์ แอนดรู จะเข้า กันได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มอรรถรสในการอ่าน ตอนนี้มากขึ้นก็ได้นะคะ
โรงเรียนซึ่งห่างไกลจากแสงสีในเมืองนี้ชื่อว่า Concord College ตั้งอยู่ใน ส่วนตอนเหนือของประเทศอังกฤษไม่ใช่โรงเรียนประจำธรรมดาแต่เป็นโรงเรียนประจำนานาชาติซะด้วย นักเรียนมากมายเดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเล ทั้งจาก เอเชีย ยุโรป หรือ อัฟริกา จำได้ว่าตอนที่นั่งรถไป โรงเรียนครั้งแรก เวียนหัวมาก ถึง มากที่สุด เพราะทางที่ทั้งแคบ คดเคี้ยว เกือบร้อยโค้งได้ แทบจะ เป็นลมกันไปเลย ยิ่งเดินทางเข้าใกล้ โรงเรียนก็ยิ่งเห็นบ้านผู้คนน้อยลง แต่เห็นทุ่งหญ้าฝูงแกะ และดอกไม้หน้า ร้อนมากขึ้น โชคดีที่มีเพื่อนนักเรียนไทย หนึ่งคนเดินทางมาด้วยในครั้งนี้ เธอไม่ใช ่นักเรียนทุนธรรมดาแต่เป็นคนหนึ่งที่เรียนเก่งและมีวินัยมากมากที่สุดในรุ่น ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับชั้นปริญญาเอก สาขาวิชากฎหมาย ที่ประเทศแคนาดา เราสองคนนั่งข่มตาหลับกับยาดมสักพัก และแล้วก็มาถึง ณ ห้องโถง ของโรงเรียน ที่เขาเรียกกันว่า Main Hall ที่มีสถาปัตยกรรมโบราณเพราะเป็นคฤหาสน์ของเศรษฐียุคเก่าในเมือง Shrewsbury แห่งนี้
ว้าว! ฉันอุทานกับตัวเอง ภาพตรงหน้า มันช่างน่าตื่นเต้น ใครว่าที่นี้คือโรงเรียน บ้านนอก แหม่ มันก็อาจจะจริงอยู่ หาก วัดด้วยจำนวนฝูงแกะโดยรอบโรงเรียน แต่สิ่งที่โรงเรียนแห่งนี้มีนอกเหนือจาก
ธรรมชาติที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ เหมือนดั่งอยู่ในรีสอร์ทกลางประเทศสวิสเซอร์แลนด์ คือ สระว่ายน้ำในร่ม ศูนย์กีฬาหรือ Sport Hall ที่มีทั้งห้อง ออกกำลังกาย Fitness, ห้องตีสคว๊อด, ลานเอกประสงค์, ลู่วิ่งที่ขนาดมาตราฐาน นอกจากนี้ยังมี สนามกอล์ฟในโรงเรียน, โรงละครสวยงามและโอ่โถงมีเครื่องดนตรีและห้องซ้อมดนตรีโดยเฉพาะเปียนโนเป็นสิบห้องด้วยกัน นี้ยังไม่นับ ดิสโก้เทค ส่วนตัวที่ถูกสร้างขึ้นให้เด็กนักเรียนขาแด๊นส์ทั้งหลาย และสวนดอกไม้ ห้อง Lab ห้องเรียนศิลปะที่มีห้องอัดภาพด้วย สาธยายทั้งหมดแล้วก็เหนื่อยค่ะ มีข้อเสีย อยู่อย่างเดียวคือห้องพักของนักเรียนหญิงปีหนึ่งของมัธยมปลายนี้ เล็กมากมาก หากเอาลูกหมูอ้วนอ้วนสักสามตัวเข้าไปในนั้นก็ไม่มีที่ยืนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ความประทับของฉันในวันนั้นไม่ได้อยู่ที่ ความอลังการงานสร้างของโรงเรียน แต่เป็นความประทับใจต่อคนคนหนึ่ง

หลังจากที่พวกเราลงทะเบียนเรียบร้อยพวกเราบางคนรวมกันที่ห้องสมุดของโรงเรียน ฉันเองด้วยความที่เป็นคนชอบ สร้างเพื่อนและเสียงหัวเราะ ได้นำเรื่องตลก ที่เคยได้ยินมาเล่าให้เพื่อนใหม่ ต่างชาติฟังอย่างออกรสออกชาติ ดูเหมือน ทุกคนจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องตลกอย่างมาก แต่คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด เห็นจะเป็นสาวน้อย ตัวเล็ก ชาวอินโดนีเซีย เชื้อสายจีนที่มีชื่อว่า “แพท” ดูเหมือนว่า เราสองคนจะเข้ากันได้ดีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ประหนึ่งเธอจะรู้สึกอินและเข้าใจ สิ่งที่ฉันสื่อสารออกไปมากกว่าใครๆทั้งทั้งที่ภาษาอังกฤษของฉันไม่ได้ดิบดีอะไร เมื่อเทียบกับคนที่เรียนประเทศสิงคโปร์
มาตั้งแต่เด็กอย่างเธอ แล้วเธอก็เดินตาม มาที่ห้องของฉัน มานอนงีบหลับแบบ แสน สบายใจเหมือนกับว่าเราคุ้นเคยกัน มานานแรมปีแปลกที่ฉันไม่รู้สึกขัดเขินกับ ความสนิทสนมที่เรามีให้กันอย่างรวดเร็ว แต่กลับมีความเคยชินที่ประหลาดในความรู้สึก เธอคนนี้เป็นคนที่ทำให้ฉันเข้า- ใจถึงคำว่า “มิตรภาพ”ไม่มีเส้นกั้นขวาง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขของ ภาษา เชื้อชาติ หรือศาสนา เราเรียนหนังสือด้วยกัน เพราะลงวิชาในระดับ A-Level เหมือน กันหมดทุกตัว เราเล่นด้วยกัน เราร้อง เพลงด้วยกันบนเวทีคอนเสริต์ของโรงเรียนถึงสองครั้งและเรียกเสียงกรี๊ดจากเพื่อนๆได้ล้นหลามเพราะว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ฉันโชว์ร้องเพลงด้วย ภาษาจีน (ภาษาของคุณปู่แท้ๆ ของฉันที่ เดินทางมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารจากเมืองจีน เมื่อประมาณหกสิบปีที่แล้ว หาก ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านคงจะดีใจมากแน่ๆ) โดยมีเพื่อนรักในกลุ่มเป็น คอรัส นักเปียนโน และนักกีต้าเรียกได้ว่าเล่น เองร้องเองกันเลย เราเข้าแถวรอทานข้าว ด้วยกันกับเพื่อนๆในกลุ่ม หัวเราะและ หยอกล้อกันตามประสา แต่ใช่ว่าชีวิต มัธยมที่ Shrewsbury จะมีแต่รอยยิ้ม บางครั้งเราก็ต้องร้องไห้ด้วยกัน
เพราะว่าทุกทุกความสุขจะมีความทุกข์เจืออยู่ สิ่งต่างๆ นั้นมีลักษณะเหมือนกัน อย่างหนึ่งก็คือ หนีความเป็นไปของกฎ ไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ไม่ได้เลย จำได้ว่ามีเหตุการณ์ ที่น่าสะเทือนใจหลายเหตุการณ์ในช่วงนั้น คุณครูที่พวกเรารักมากที่สุดลาออกไปอย่างกระทันหันเพราะปัญหาส่วนตัวพวก เราคิดถึงท่านมาก แต่ก็จำใจเข้าใจถึงปัญหาของท่าน พวกเราจึงต้องหยุดเรียนวิชา นี้นานพอสมควรถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม
หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่นาน เพื่อนที่สนิท ที่สุดในกลุ่มของพวกเราชาวฮ่องกงต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคไวรัสลงสมอง ความ ไม่คาดฝัน ความพลัดพราก หรือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้หัวใจฉันสั่นไหว พวกเราที่อยู่ในกลุ่ม เดียวกันกอกคอกันร้องไห้เพราะการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเพื่อนคนนี้ ฉันอยู่เห็นหน้าเขาจนวินาทีสุดท้ายพร้อมกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่โรงพยาบาลศูนย์ที่ เมือง Birmingham ในช่วง เวลาที่โหดร้ายเรายังยืนหยัดด้วยกันเสมอ
แพทคือคนที่ฉันแอบเดินไปหาหลังจากเวลา Curfew ที่ให้นักเรียนทุก คนเข้านอนเป็นเวลา เธอคือคนที่รับรู้ เรื่องราวและความรู้สึกของฉันมากที่สุด มองย้อนกลับไปตรงนั้น คงนึกภาพ ไม่ออกเหมือนกันหากไม่มีเพื่อนๆ และ ไม่มี “แพท” แม้ว่าเราจบการศึกษาจาก Concord College แล้วมุ่งหน้าไปสู่ฝัน ของตนเองที่ต่างเมืองต่างสถาบัน ความ สัมพันธ์ของฉันและแพทมิได้เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ตอนฉันย้ายบ้านเธอก็ทำ Surprise โดยการนั่งรถไฟมาจาก ลอนดอนเพื่อช่วยจัดของใส่ลังที่บริสโตล สิ่งที่ฉันประทับใจที่สุดนั้นก็คือ วันที่ฉัน ท้อที่สุดในชีวิต เธอคือคนที่ฉันคิดถึง จำได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ฉันเสียใจมากนั่งรถประจำทางมาหาเธอที่ลอนดอนเพื่อปรับทุกข์ แดดอ่อนๆ และ ลมเย็นในฤดูร้อนของประเทศอังกฤษ ริมแม่น้ำเทป์ม ใกล้พิพิธภัณฑ์ศิลปะใจกลาง กรุงลอนดอนคือที่ที่ฉันนั่งกอดคอร้องไห้กับเพื่อนรักคนนี้ เธอปลอบและพยายาม ให้สติกับฉัน และบอกว่า นี้คือชีวิต และ อยากให้ฉันเข้าใจถึงเรื่องธรรมดาเหล่านี้ให้ได้
ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าความเสียใจที่เราไปยึดติดกับอารมณ์วัยรุ่น ที่ฉันอุปโลกป์ขึ้น ตามที่สังคมเขาเรียกกันว่า “ความรัก” ด้วยความที่เป็นเด็ก และยังไม่ได้ศึกษา พระธรรมคำสอนอันประเสริฐของพระ- พุทธองค์อย่างดีนัก ทำให้ฉันกลายเป็น คนร้องไห้ง่าย หวั่นไหวและไม่มีความสุข กับตัวเอง เฝ้ารอและยึดติดกับอะไรที่ ไม่ใช่ของของเราโดยแท้ มิได้ใช้สติเป็นตัว กำหนดรู้ว่า อารมณ์นั้นมันเกิดขึ้นมาแล้ว ในที่สุดก็ดับไปเฉกเช่นชีวิตหนึ่งหนึ่งของคนเรานั้นเอง เพราะสุดท้ายแล้วที่ปลาย ทางของชีวิตนี้ฉันเอาอะไรไปไม่ได้เลยแม้แต่ตัวตนของฉันนั้นก็จะสลายกลายเป็นธาตุสี่กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

จากวันนั้น จนวันนี้ ฉันรู้แต่เพียงว่า “แพท” คือเพื่อนแท้คนหนึ่งที่ฉันขอ ยกย่องในน้ำใจเพราะว่าแม้ว่าเธอจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะแต่เธอก็เป็นคนติดดิน มีน้ำใจ คอยแต่จะให้ความช่วยเหลือต่อทุกๆคนอย่างเต็มที่ หลังจากที่ฉัน ได้ศึกษาธรรมะมากขึ้นในช่วงสี่ปีหลังนี้ เราทั้งสองก็ได้เดินทางไปทำบุญด้วยกันทีวัดอัมราวดี และตอนนี้ข้อสนทนาผ่านทาง อินเตอร์เนตและมือถือของฉันและแพทแม้ว่าเราจะอยู่คนละประเทศ ก็เป็นเรื่อง เกี่ยวกับชีวิตและแนวทางการปฎิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นส่วนใหญ่
คงจะดีไม่น้อยหากชีวิตหนึ่งของคนเราจะมีใครหลายๆคน เป็นเพื่อนแท้ผู้ที่ร่วม ทุกข์ร่วมสุขกับเราได้ เหมือนในบทเพลง That’s what friends are for นี้ ที่ ผู้ประพันธ์ได้กลั่นกรองออกมาว่า ไม่ว่า เวลาที่ดีหรือเลวร้ายเพื่อนย่อมอยู่เคียงข้างกัน ด้วยความหวังดี และจริงใจ ฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า มิตรภาพ ที่คน สองคนมีให้กันและกันนั้นมีค่ามาก บทเพลงนี้เหมือนเป็นตัวแทนถึงความ สัมพันธ์ของมนุษย์ ระหว่างจิตดวงหนึ่ง ต่อจิตดวงหนึ่ง และกรรมที่เคยกระทำ ร่วมกันมาจนทำให้คนสองคนต้องมาผูกสมัครรักใคร่เป็นเพื่อนกัน และกรรมที่ สร้างร่วมกันอยู่ในปัจจุบันกาลก็คงจะเป็นเครื่องประกันถึงความสัมพันธ์ในอนาคต หากว่า คำว่า “กัลยณมิตร” หมายถึง ความดีงาม มงคล เมื่อนำไปประกอบกับ คำอื่นก็จะให้ความหมายที่เป็นพิเศษ เช่น กัลยณจิตหมายถึง ความมุ่งดีปรารถนาดี เป็นพิเศษเป็นมงคล ดังนั้นผู้ที่มีใจเป็น เพื่อนซึ่งมุ่งหวังแต่สิ่งดี ปรารถนาในการ ที่จะช่วยเหลือ ว่ากล่าวตักเตือน ชักชวน ไปในทางที่ดี คือ กัลยาณมิตรโดยแท้ ฉันก็ขอยกให้เพื่อนคนนี้เป็นกัลยาณมิตรชาวต่างชาติคนแรกของฉัน
นอกจากแพทแล้วคนที่ฉัน ขอยกย่องให้ เป็น สุดยอดกัลยาณมิตร อีกสองคนคือ รุ่นพี่นักเรียนทุนที่นี้ เธอสองคนเป็น ผู้หญิงที่ไม่ใช่แค่สวย น่ารัก นิสัยดี เรียน เก่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดเธอทั้งคู่เป็นคนที่มี จิตใจดีงามเรียกว่าหาตัวจับยากเลยทีเดียว โดยเฉพาะพี่สาวคนแรก ปัจจุบันเธอเป็นนักการทูตอนาคตไกลของกระทรวงการต่างประเทศ เธอเป็นนัเรียนกฎหมายเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีความสามารถพิเศษ หลายอย่างทั้งเล่นดนตรีและร้องเพลง ที่จริงฉันรู้จักเธอมานานแล้ว และก็แอบ ชื่นชมในความสามารถของเธออยู่ห่างๆตั้งแต่สมัยอยู่เมืองไทย เนื่องจากเราเรียน พิเศษที่เดียวกันแล้วก็แอบอ่านเรื่องราวความประสบความสำเร็จของเธอผ่านที่เรียนพิเศษ เวลาสามปีแรกที่อังกฤษผ่าน ไป ในที่สุดฉันก็ได้มีโอกาสมาพูดคุยใกล้ชิด และสนิทสนมกับเธอ เนื่องจากฉัน ต้องการขอคำปรึกษาเรื่องการเรียน แต่ วันนั้นฉันจำได้ว่าแทนที่เราสองคนจะคุย กันเรื่องเทคนิคการเขียนเรียงความ แต่ สุดท้ายเรากลับมานั่งแลกเปลี่ยน ความรู้ และสัจธรรมของศาสนาพุทธเป็นชั่วโมงๆ วันนั้นเป็นวันวันหนึ่งทีฉันรู้สึกปิติที่สุด เพราะมันเหมือนว่าพี่คนนี้ได้หยิบยื่นประกายแห่งการใช้ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ให้กับฉันอีกครั้ง และพี่สาวคนนี้เองที่เป็นคนพาฉันไป ปฎิบัติธรรมอย่างจริงๆจังกับสายวัดป่า ที่จังหวัดเชียงใหม่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบสามปีเต็ม นึกถึงความเมตตาของพี่เขาที่มีให้ฉันตลอดมาเมื่อไรก็ ทำให้น้ำตาซึมทุกที
พี่อีกคนหนึ่งเป็นพี่ใหญ่ของเราเพราะเธอได้รับทุนมาเรียนต่อ ปริญญาโท และเอก หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรั้วสีชมพูแถวสามย่าน พี่คนนี้ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ เมืองเดียวกับฉันเป็นเวลาถึงสองปีกว่าด้วยกัน และฉันก็สามารถพูดได้เต็มปาก จริงๆว่าเธอคือคนที่อยู่เคียงข้างฉันตลอดมาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในเวลาที่แย่ที่สุด และเวลาที่ดีที่สุดซึ่งคล้ายๆ กับบทเพลง ถึงเพื่อนเลย หลังจากฝ่าวิกฤตและปัญหา มาได้เราทั้งสองได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ทั้งฉันและพี่สาวคนนี้ได้ร่วมกันทำบุญมากมายหลายวัดและทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ ตอนอยู่เมืองบริสโตล เรามักจะชวนกันทำอาหารไปถวายเพลแด่พระสงฑ์ที่มาจำพรรษาและเรียนหนังสือไปด้วยที่เมืองเป็นประจำ นึกถึงเธอก็ทำ ให้ฉันอิ่มเอมใจกับบุญที่เราได้ทำมาร่วมกันจนทำให้มีวันนี้ ฉันรู้สึกขอบพระคุณ พี่ๆทั้งสองมาก และอนุโมทนากับบุญที่ ประเสริฐที่พวกเราได้ทำร่วมกันมาอย่างสุดซึ่ง อาจจะไม่ใช่แค่ในภพนี้ก็ได้ที่เราเคย สร้างกุศลกรรมร่วมกันเช่นนี้
ในสมัยพุทธกาลหมู่เทวดาได้เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ และทูลถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำ ให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมีมงคลเกิดแก่ชีวิตบ้าง พระพุทธองค์ผู้ทรงเปี่ยม ด้วยความเมตตาต่อสัตว์โลกจึงได้ กล่าวถึง พรอันประเสริฐ 38 ประการ หรือ มงคลสูตร ประกอบไปด้วยข้อ ปฎิบัติเพื่อให้บรรลุผลแห่งความสุขความเจริญ ต่างๆ เช่น การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ความเป็นพหูสตร การบำรุงบิดามารดา ละเว้นจากบาปหรือ มีความอ่อนน้อม ถ่อมตนเป็นต้น แต่พรที่ประเสริฐที่สุด พรหนึ่งในมงคลสูตรนั้นก็คือ “ความมีกัลยาณมิตร” หรือ การคบหาสมาคม กับคนดี (สัปปุริสสังเสวะ) ซึ่งถือตาม โอวาทของพระพุทธองค์ ว่า “ความมีกัลยาณมิตร เป็นแบบการครอง ชีวิตอันประเสริฐ (พรหมจรรย์) ทั้งหมดทีเดียว เพราะผู้มีกัลยาณมิตร ย่อมหวังได้ซึ่งความเจริญและการบ่มการทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นลาภอันประเสริฐของชีวิต ประการ หนึ่ง เรียกได้อีกประการหนึ่งว่า เป็น บุพนิมิต ซึ่งแปลว่า เครื่องหมายเบื้องต้น แห่งความเจริญ ดังที่พระพุทธองค์เคย ตรัสไว้ว่า “เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อม มีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิตฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำ เป็น บุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้น ของอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ฉันนั้น”

สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้นั้นเป็น สัจจะที่น่าอัศจรรย์ เพราะเราไม่สา- มารถปฎิเสธ ได้ว่าความ มีกัลยาณมิตร นั้นเป็นการ ครองชีวิตพรหมจรรย์โดย ทั้งหมด โดย เฉพาะวัยที่เหมือน ดอกไม้ ที่กำลังแย้มบาน โหยหา แสงแดด กำลังอยู่ในขั้นตอนแห่งการ เรียนรู้และเติบโตไปกับการศึกษา โลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วย กิเลส และสิ่งยั่วยุในสังคม หากเราไม่มี กำลังใจหรือผู้นำแนวทาง ไปสู่สิ่งดี เราอาจจะพลัดหลงอยู่ในวังวนแห่งกิเลสอีกไม่รู้กี่ภพชาติก็เป็นได้ ฉันยังจำขึ้นใจได้ เลยว่าเมื่อสองปี กว่าที่แล้ว พระอาจารย์ แบน ธนากโร เจ้าอาวาสวัด ดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ได้โปรดเมตตา พวกเรา ญาติธรรมสามสี่คนที่เดินทางไกลจาก กรุงเทพเพื่อนมัสการท่าน ด้วยจิต น้อมและศรัทธา ได้ให้โอวาท ตอบคำถามข้อหนึ่ง ที่ญาติธรรมของฉัน ถามว่า “หากเราต้องอยู่ห่างวัด เราควร ทำอย่างไร เพื่อจะได้ปฎิบัติทำได้ดี” พระอาจารย์แบน ตอบสั่นๆ ด้วยน้ำ เสียง เย็นไปด้วยความเมตตา และ หนักแน่นว่า ให้ “คบหากัลยาณมิตร เพราะเขาจะพา เราไปในทางที่ดีเอง”
บทความตอนนี้แม้ว่าจะเริ่มต้นเรื่องด้วย บทเพลง และความรู้สึกแบบโลกๆ ถึง ความผูกพันของเพื่อนต่อเพื่อน แต่ว่าก็ สะท้อนถึงความสำคัญในการ ดำรงชีวิตของคนเราในการ ใช้ชีวิต เพราะมนุษย์ คือสัตว์สังคม ต้องอยู่ เป็นหมู่คณะ เพื่อ อาศัยพึ่งพากัน การที่เราต้องการให้มี กัลยาณมิตร เข้ามาในชีวิตเรานั้นไม่ยากเลย ก่อนอื่นเราต้องกระทำตนให้เป็น กัลยานมิตรต่อผู้อื่นก่อน นั้นคือความ หวังดีและ จริงใจ สิ่งนี้เราไม่ต้องหา ทรัพย์สินมาลงทุนแต่ประการใด แต่ การให้ย่อมนำไปสู่การให้อย่างไม่รู้จับ มันจะดีขนาดไหนที่คนรอบข้างเรานั้นล้วนแล้วแต่เป็น “กัลยาณมิตร” ที่เกื้อกูล กันและกัน ด้วยความจริงใจ ประนีประนอม
หากทุกๆคนเป็นกัลยาณมิตรให้แก่กันและกันแล้วหล่ะก็ “พรอันประเสริฐ” ในมงคลสูตร 38 ประการข้อนี้ คงจะทำ ให้ประเทศบ้านเมืองของเรา สงบ ร่มเย็น และมีสันติมากขึ้นเลย ทีเดียว

ตอนที่ 7 เทพบุตรอึ่ง
เดินทางไปอินเดียเมื่อต้นปีกับหลวงตาเหลือง และกลุ่มวัน อังคารของวัดอมราวดี หลวงตามอด ตามไปสมทบหลัง จากคณะทัวร์กลับ เห็นชีวิตการเป็นอยู่ของคนอินเดีย แน่นหนา จอแจ เด็กๆ ที่ไม่มีการศึกษาหน้าตาสกปรก แต่งตัวมอมแมม จากประสบการณ์ที่เคยไปกับ คณะ หลวงพ่อบุญทัน วัดเขาเจริญธรรม ที่มีโยมอ๊อดเป็น เจ้าภาพเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อปีที่แล้ว หลวงอาได้บอกห้าม คณะ ไม่ให้โยนขนมให้เด็ก เพราะพวกเข้าจะแย่งกัน ตีกัน จนกลายเป็นปัญหาของคณะหากแจกไม่ทั่วถึง จริงๆ แล้วยังไงก็แจกได้ไม่ทั่วอยู่แล้วเพราะเค้าแบ่งกันไม่เป็น
ไม่ใช่เฉพาะเด็กที่แบ่งกันไม่เป็น ผู้ใหญ่ก็แบ่งกันไม่เป็น ตัวอย่าง ว่าหากเราเหมาสามล้อสามคัน คันละ 20 รูปี เมื่อถึงที่หมาย เราจ่ายค่าโดยสารพร้อมทิปให้อีกเป็น 100 รูปี แล้วให้เขา ไปแบ่งกัน เราจะเห็นเขาเถียง กันจนตาดำตาแดง เพราะคน รับเงินจะเบี้ยวไม่ยอมให้คนอื่นๆ พวกเขาก็จะทะเลาะกัน หรือ หากเรานั่งกระเช้าคนหามขึ้นไปเขาคิฏชกูฏ เวลาจ่ายเงินเราก็จะ ได้รับประสบการณ์เดียวกัน ไม่ทะเลาะกัน คนก็แบกก็จะตามมาขอทิปจนเป็นที่น่ารำคาญ
กล่าวมาถึงวัดบึงแสนสุข เป็นที่ รู้กันเรื่องการห่ออาหาร เรื่อง ขุดเห็ดโคน แบบถอนรากถอน โคน หรือแม้แต่ครั้งที่ โยมช่วย จัดการแจกลูกโป่งงานกฐินปีที่แล้ว คนก็แย่งกัน จะเอามากๆ ไว้ก่อนทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร จนคนแจกละอายแทน นี่ยังไม่นับถึงเรื่องอื่นๆ ที่ คนทั่วไปเกี่ยวข้องกับวัดในลักษณะเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ ทำให้อดคิดถึงคุณลักษณะของเปรตไม่ได้
เคยฟังเทศน์ของหลวงพ่อพุธ วัดป่าสาละวัน จำได้ติดหู ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านไปทำบุญกฐินที่บ้านชีฮวน จังหวัด อุบล ไปถึงตอนกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม ท่านก็นอนทำ สมาธิ พอนอนหลับแล้วเห็นกุฏิหลังหนึ่งเป็นกูฏิเก่าแก่ จะพังแหล่ไม่พังแหล่ แล้วเห็นพระองค์นึงตตัวสูงเท่ากับ ช่องลม จ้องมองลงมาแล้วตะโกนร้องเรียกท่านว่า “ท่านผู้มีบุญได้โปรดช่วยเหลือด้วย ผมชื่อพระครูสี เป็นเปรตอยู่นี่มานานแล้ว ได้โปรดช่วยเหลือด้วย” "อ้าวพระครูสีที่ไหนหนอมาเป็นเปรต" ตื่นเช้าขึ้นมาท่าน เดินไปดูรอบวัดเห็นกุฏิเจ้าอาวาสเก่ามีของอยู่เต็ม แม้แต่ มุ้งขาดๆ ก็ยังกางอยู่ จึงได้ถามชาวบ้าน เขาเล่าว่าพระครูสี ท่านเป็นพระมาจากเวียงจันทร์ มาเป็นสมภารพอ มรณ-ภาพ แล้วข้าวของเครื่องใช้บนกฏิใครจะหยิบเอามาใช้ไม่ ได้ เปรตจะมากวนจนต้องรีบเอาไปคืน ท่านบอกว่า ของสงฆ์ของวัดหากใช้ไม่ดี ใช้ไม่เป็น เป็นเหตุ ให้เป็น เปรตได้ง่ายๆ ฟังแล้วก็ขนลุก
พอดีกับหลวงพ่อบุญทัน กับหลวงพ่อชัยนาท วัดป่า ภูผาสูง เพชรบูรณ์ เดินทางไปเยี่ยมวัดอมราวดีในช่วง เดือนมิถนายนที่ผ่านมา หลวงพ่อชัยนาทเล่าให้ฟังถึง เรื่องเทพบุตรอึ่ง ท่านเล่าว่าเจ้าอื่งหลานของหลวงพ่อ บุญเพ็งเพื่อนของท่าน ไปขับมอเตอร์ไซต์วินในกรุงเทพ แล้วขับไปชนท้ายรถสิบล้อตาย หลวงพ่อบุญเพ็งและ ญาติได้นำศพมาทำเผาที่วัด งานศพเสร็จไปไม่มีกี่วัน พระเณร แม่ชี ไม่เป็นอันอยู่ทั้งวัด เพราะเจ้าอื่งมากวน พระปิดไฟมันก็ไปเปิด พระเปิดมันก็ไปปิด แล้วทุกๆ องค์ก็เห็นตัวเจ้าอื่งเดินผิวหนังไหม้เกรียมเหมือนคนถูกเผายังไหม้ไม่หมด พระพากันกลัวจนหนีไปอยู่วัดอื่นกันหมดเหลือแต่พระหลาน กับ หลวงพ่อบุญเพ็ง พอพระหนี หมดเจ้าอื่ง ก็ไปกวนแม่ชีจน แม่ชี แม่ชีก็หนีหมด
แล้วมันก็ไปเข้าฝันเมียว่า “ช่วยไปทำบุญให้หน่อย พี่ตาย ไปแล้วข้าวก็ไม่ได้กิน เสื้อผ้า ก็ไม่มีใส่ หนาวก็หนาว” อีกวัน มันไปเข้าสิงลูกชายอายุสองขวบ บอกว่าให้พาไปหาแม่ผมหน่อย คนเขาก็พาไปหาแม่ของมัน มันกลับบอกว่า “นี่ไม่ใช่แม่ผม นี่มันเมียผม” เขาจึงพาไปหาย่า มันก็เลยบอกว่าให้พาไปหาอาจารย์ คือหลวงพ่อบุญเพ็ง พอไปถึงเด็กน้อยก็นั่งคุกเข่า กราบแล้วพนมมือพูดกับหลวงพ่อเหมือนผู้ใหญ่ บอกหลวงพ่อ ว่า “ท่านอาจารย์ผมมาขอความ ช่วยเหลือไม่เห็นเหรอ ผมตาย ไปแล้วหิวก็หิว หนาวก็หนาว ข้าวก็ไม่มีกิน เสื้อผ้าก็ไม่มีใส่” หลวงพ่อก็ตอบว่า “เห็นอยู่แต่ ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เอาเดียวกู จะทำบุญให้หรอก” หลวงพ่อจึงได้ปรึกษากับแม่ของ เจ้าอึ่งซึ่งเป็นพี่สาวของท่านว่าจะทำบุญแจกข้าว ให้เจ้าอื่ง มัน ก็มานึกว่ามันเคยบวชทีวัดภูลังกา คงจะทำบาปอะไร ที่นั่นจึงมาเป็นเปรตไม่ได้ไปเกิดในที่ดีๆ กว่านี้จึงตกลง กันว่าจะไปทำบุญให้ที่วัดภูลังกา พอตกเย็นเจ้าอื่งก็ไป เคาะฝากุฏิพระหลาน บอกว่า “ครูบา ๆ หากอาจารย์จะ ไปทำบุญ อย่าลืมไปเรียกเอาผมด้วยน๊ะ” พระหลาน ได้ยินดังนั้น ก็กระโดดกุฏิไปนอนกับหลวงพ่อบุญเพ็ง
เช้าขึ้นมาหลวงพ่อก็ไปเรียกเจ้าอื่งที่เผาศพของมัน แล้วไป ทำบุญถวายสังฆทานที่วัดภูลังกา ตกตอนเย็นประมาณ สองทุ่ม เมียของมันนอนกำลังจะหลับ จิตกำลังอ่อน เห็น เจ้าอึ่งเดินเข้ามาแต่ตัวสะอาด ผิวพรรณดี เข้ามากอดเมีย แล้วบอกว่า “ตอนนี้มีข้าวมีน้ำกินแล้วหากมีโอกาส ก็ช่วย ทำบุญอุทิศให้ด้วย”
พอหลวงพ่อบุญเพ็งได้ทราบเรื่องจึงมาพิจารณาว่า เจ้าอึ่งนี่มันคงจะมีบุญไม่มาก บาปก็ไม่มาก จึงไม่ได้ไป ที่ไหนเสียที จึงเข้าไปปรึกษากับพี่สาวของท่าน เรื่องจะทำบุญไปให้มัน แต่เพราะเป็นคนบ้านนอกจนๆ กัน แม่ของเจ้าอึ่งบอกว่า “ขนาดเราจะไปเอาศพมันมา ก็ยังต้อง ขายข้าว ขายควาย แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปทำบุญให้มัน” เจ้าอึ่งมันขับมอเตอร์ไซต์ใบขับขี่ก็ขาด พรบ. หรือก็ไม่มี จำไม่ได้แน่ว่ามันเมาด้วยหรือเปล่า แถมยังขับไปชนท้าย รถสิบล้อที่เขาจอดไว้เสียด้วย ตายก็เลยไม่ได้เงินอะไร หลังจากคุยกันเสร็จหลวงพ่อกำลังจะกลับวัด ก็มองไป เห็นทองในคอพี่สาวจึงถามว่า “ทองในคอน่ะ ทองจริงหรือ ทองปลอม” แม่เจ้าอึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าทอง นั้นเป็นทองของ เจ้าอึ่งฝากไว้ก่อนจะไปขับวินมอไซต์ หลวงพ่อจึงบอกว่า “ทองเจ้าอึ่งมันนั่นแหละ มันฝากไว้ก่อนไปขับมอไซต์วิน” “ถ้าเป็นทองจริงฉันก็ขอน๊ะจะได้เอาไปขายทำบุญให้มัน” แม่เจ้าอึ่งก็ถอดให้
พอกลับไปถึงวัดหลวงพ่อก็พิจารณาว่าจะทำบุญอย่างไรดี จะเอาทองหนึ่งบาทไปขายก็คงได้เงินสักหกพัน ทำบุญก็ไม่รู้ จะได้ถวายพระสักเท่าไร พอดีนึกขึ้นมาได้ว่ารับผ้าป่า ช่วยชาติกับหลวงปู่มหาบัวไว้หนึ่งกอง กองละหนึ่งบาททอง ก็เลยไปบอกพี่สาวว่าจะเอาทองไปทำบุญผ้าป่าช่วยชาติ จึง เป็นอันตกลงกันตั้งกองผ้าป่าเริ่มด้วยทองหนึ่งบาท เมียของ เจ้าอึ่งเอาต่างหูมาเพิ่มให้อีกสลึงนึง พร้อมกับชาวบ้านร่วม เงินกันมาอีก 3,200 บาท จึงนำกันไปถวายหลวงปู่มหาบัว ชาวบ้านที่ต้องการจะไปด้วย ต้องออกค่าน้ำมันรถคนละ 50 บาทเพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มีรถ ก็มีแต่รถ ไม่มีเงิน เติมน้ำมัน
ไปถึงวัดหลวงปู่มหาบัว มีญาติโยมร่วมทำบุญเป็นแสน ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่อย่างหลวงปู่ลี ถวายทองทีก็ หลาย ร้อยกิโล ญาติโยมคณะอื่นๆ ก็ถวายเยอะ หลวงปู่มหาบัว ท่านก็รับใบปวารณามาแล้วก็ประกาศรับทราบธรรมดา แต่แปลกก็ตอนที่ท่านรับของคณะหลวงพ่อบุญเพ็ง หลวงปู่เอาไมค์มาแล้วประกาศว่า “ฟัง ๆ ฟังทางนี้ คนทำ บุญก็ฉลาด คนตายก็ฉลาด” จริงๆ แล้วเจ้าอึ่ง ชื่อจริงว่า ฉลาด นามสกุล ปักกิ่ง เพราะพ่อเป็นคนญวน “ทำบุญอย่างนี้ได้บุญสองต่อ อย่างแรกทำบุญถวาย สังฆทาน อย่างที่สองทำบุญค้ำชาติ ค้ำแผ่นดิน อาจารย์ บุญเพ็งทำบุญช่วยชาติ ด้วยทองหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ พร้อมกับเงิน 3,200 บาท ให้พากันอนุโมทนา” ผู้คน เรือนแสนอนุโมทนา เสียงสาธุดังกระหึ่ม
เย็นวันนั้นเวลาประมาณสองทุ่มเช่นเดียวกัน แม่ของเจ้าอึ่ง กำลังเคลิ้มจะหลับ เห็นเจ้าอึ่งเดินมา มีแสงรัศมีสว่างเป็น เทวดา จึงถามว่า “อึ่งเจ้าไปทำไมถึงเป็นผู้จบ ผู้งามแท้” (สำนวนอิสาณ เวลาชมคนมีรูปงาม) เจ้าอึ่งจึงตอบว่า “ก็เพราะอาจารย์กับแม่นั่นแหละ ไปทำบุญกับหลวงปู่ ให้ผม ท่านไปส่งผมบนสวรรค์ ด้วยบุญทองบาท ห้าสิบ สตาค์ (จริงแล้วแค่บาท กับยี่สิบห้าสตางค์ แต่หลวงปู่ ประกาศให้ บาทห้าสิบสตางค์) ผมก็เลยได้ไปสวรรค์ คนบนสวรรค์รู้จักหลวงปู่กันหมด เวลาที่ท่านขึ้นไป คนมารอต้อนรับเหมือนกับรับเสด็จ ต่อไปนี้แม่ไม่ต้อง ห่วงผมแล้ว ให้รีบทำบุญให้ตัวเอง” หลวงพ่อชัยนาท ท่านก็เลยตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า เทพบุตรอึ่ง
อีกเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟังก็คือ เรื่องโยมแหม่ม ลูกศิษย์ ของท่านที่ชลบุรี เป็นคนใจบุญ วันหนึ่งถึงเวลาทำวัตร สวดมนต์ รู้สึกว่ามีใครมายืนอยู่ด้านหลัง พอหันไปดู เห็นคนยืน ตัวสูงหัวจะชนเพดาน แต่โยมไม่รู้สึกกลัว จึงถามว่า เป็นใครมาทำอะไร เปรตตนนั้นก็บอกว่ามาขอความช่วยเหลือ โยมก็เลยบอกว่า
“กำลังจะทำบุญสร้างโรงพยาบาล กับ หลวงปู่มหาบัว อยู่พอดี เดียวจะอุทิศส่วนกุศลไปให้” เปรตตนนั้นก็หายไป โยมก็ไปโอนเงินทำบุญผ้าป่าสร้าง โรงพยาบาล แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้เปรต พออีกวัน นั่งทำวัตรเหมือนเดิม ก็เห็นคนมายืนข้างหลัง แต่คราวนี้ ไม่ใช่เปรตแต่เป็นเทวดา โยมก็ถามว่าเป็นใครมาทำอะไร เทวดานั้นตอบว่า
“มาขอบคุณที่ทำบุญให้ อยากจะได้อะไร ก็จะช่วย”
พอดีที่โยมแหม่มกำลังมองหาที่ดินเพื่อสร้างโรงงานแต่หาไม่ได้เสียที ตรงกลางคืนฝันว่ามีเด็กสองคนพาไปดูที่ โยมไม่ได้ใส่ใจอะไร เช้าขึ้นมาตั้งใจว่าจะไปดูที่ดิน ที่หมายตาไว้ แต่เกิดหิวน้ำจึงเข้าไปขอน้ำที่ร้านค้า แผงลอยระหว่างทาง พร้อมคุยกับแม่ค้าว่าอยากได้ที่ดิน สักแปลง แม่ค้าก็เลยตอบว่า “ป้าก็มีที่ต้องการจะขายอยู่สองไร่”
แล้วก็พาเข้าไปดู พอโยมแหม่มไปเห็นมันเหมือนกับที่ใน ฝันเลยจึงได้ตกลงชื้อ แต่เพราะเงินมีเพียงแค่ล้านห้าแสน จึงซื้อได้แค่ไร่เดียว อีกไร่จึงขอเช่าทำโรงงานอย่างที่ตั้งใจ
โยมแหม่มโทรไปเล่าให้หลวงพ่อชัยนาทฟังในวันที่หลวงปู่มหาบัวทำบุญเปิดโลกธาตุ วันนั้นคนไปเยอะเครือข่าย โทรศัพท์ล่มทั้งวัดป่าบ้านตาด แต่โยมแหม่มโทรไปหา หลวงพ่อติด และเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง นับว่าประหลาดนัก
เรื่องของการทำบุญนี้เมื่อก่อนหลวงอาเองก็ขี้เหนียว ยิ่งอยู่กับหลวงตามอดสมัยท่านมาเป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆ ท่านเป็นคนชอบแจก แจกจนหลวงอาเสียดาย อย่างเช่น ผ้าจะตัดจีวร เราเองก็ไม่ค่อยจะมีต้องไปหาเก็บ ผ้าด้ายดิบ มาตัด มาเย็บ และย้อม (เก็บเอาจริงๆ เพราะมีผืนเล็กๆ ไม่ใช่ผ้าเนื้อเดียวกัน) ผ้าสังฆาฏิของ หลวงอาที่ตัดเองผืนแรกเลยหนาเตะ แต่หากใครมาขอ หลวงตา หลวงตาก็ถวายให้หมด จนหลวงอาเองรู้สึก เคือง แต่ท่านจะสอนว่า “ของเก่าไม่ไป ของใหม่ไม่มา” เป็นสิ่งที่จำได้ตั้งแต่สมัยนั้น
จะว่าผลไม่มีก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้ วัดบึงแสนสุขไม่เคย ขาดแคลนเรื่องผ้า เรามีตลอดและมีเยอะด้วย หลวงตา พาตัดถวาย ครูบาอาจารย์ เคยไปถวายหลวงปู่เทสก์ พระอุปัฐากไม่อยากให้เข้าไปกวนเพราะหลวงปู่ป่วย แต่ หลวงปู่เรียก หลวงตาให้เข้าไปถวายด้วยมือ ปลื้มใจกัน มากๆ ไม่ต่างกับ คราวที่หลวงตาไปถวายผ้าห่ม พระพุทธเมตาที่อินเดีย เดินเบียดคนเข้าไปกันสองคน หลวงตาเหลืองไม่ทราบเดินหายไปไหน พอเข้าไปถึง พระเจ้าหน้าที่ก็รับผ้าชุดนั้นไปห่ม พระพุทธเมตตาให้ หลวงอาขนลุกปลาบปลื้ม ปีติเกิด ไม่ต้องกล่าวถึง หลวงตา รูปที่หลวงอาถ่ายมาเป็นหลักฐาน น่าจะบอก ความรู้สึกของหลวงตาได้เป็นอย่างดี เรื่องการทำบุญกับ หลวงตามอดหลวงอาไม่รู้สึกขี้เหนียวเหมือนก่อนแล้ว ท่านนำทำมาตลอด ทำบุญแล้วถูกช่างโกงจนเป็นหนี้ เป็นสินมาจนทุกวันนี้ โยมที่เข้ามาช่วยก็เหนื่อยแทน จนเป็นที่รู้กันว่าหลวงตาใจดีเกินไป คนก็เลยมักจะ ไม่รู้สึกเกรงใจ
ฟังหลวงพ่อชัยนาทเล่าให้ญาติโยมฟัง ตั้งแต่รอบแรก จึงขอให้ท่านเล่าช่วยเล่าไปแทบทุกครั้งที่ท่านเทศน์สอนญาติโยม เวลาที่รับกิจนิมนต์ไปกับท่าน ยิ่งฟังก็ยิ่งเกิด ปีติยินดีเกี่ยวกับการทำบุญ ทำให้เกิดศรัทธาว่า ทำบุญ ให้ถูกเนื้อนาบุญ ทำบุญได้บุญจริง ทำบาป ได้บาปจริง ก่อนหลวงพ่อจะกลับก็เลยร่วมทำบุญช่วยชาติไป 100 ปอนด์ สร้างโรงพยาบาลกับหลวงปู่ 50 ปอนด์ และ ทำบุญโรงทานงานพระราชทานเพลิงหลวงปู่เพียร 50 ปอนด์ ในนามของแสนสุขสมบูรณ์ พอโยมอุบล ได้ยิน ว่าหลวงอาจะทำบุญก็เกิดศรัทธาด้วยทำไปด้วยในจำนวนเท่ากัน จึงเล่าเรื่องนี้มาในจดหมายข่าวเพื่อให้ ผู้อ่านทั้งหลายอนุโมทนา ไม่ประมาทในบุญ ในบาป ไม่ว่าจะเป็นพระ หรือโยม หากประมาทมีโอกาสเป็น เปรตได้เหมือนกัน หากบุญทำในที่ที่ดีแล้ว ไม่หมดทุกข์ ไปนิพานในปัจจุบันชาติ สวรรค์ก็คงจะเป็นที่หวังได้













