
แนวความคิดที่แสนสุขสมบูรณ์ประสงค์ที่ทำให้ได้ อยากทำให้ถึง ตั้งแต่เริ่มต้นกลุ่ม คืออยากจะดูแล อุปัฐาก วัด และพระสงฆ์ในทุกๆ ด้าน ในฐานะเด็กวัด สิ่งที่จำเป็นมากอีกอย่างที่วัดต้องคิดถึงนั่นก็คือเรื่องค่า-ใช้จ่าย ซึ่งเข้าวัดใหม่ๆ คิดไม่ค่อยเห็น คิดแต่ว่าพระท่านตัดหมดแล้วทุกอย่าง เรายังตัดไม่ได้ นั่นเป็นคำที่ได้ยิน บ่อยมาก ซึ่งความหมายก็คือ พระไม่ต้องการอะไร วัดก็ ไม่ควรจะต้องการอะไร หากพระรูปไหน วัดที่ไหน แสดงออกว่าต้องการ หรือ อยากได้อะไร จะทำให้รู้สึก ได้ตั้งคำถามว่า บวชมา แล้วยังตัดไม่ได้อีกเหรอ พลอยเป็นเหตุให้เสื่อมศรัทธาเพราะคิดว่าพระไม่เคร่งอย่างที่เราคิด
ความรู้สึกอย่างนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะญาติโยมมองพระ แม้พระผู้น้อยก็มองพระเถระผู้-ใหญ่ในลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน จำได้ว่าเคยได้ยิน ท่านอาจารย์จิตรกรเล่าให้ฟังว่าสมัยท่านเป็นพระนวกะ เพิ่งไปอยู่ วัดบึงลัฏฐิวัน กับหลวงพ่อ โสภณ ใหม่ๆ ได้ยินหลวงพ่อ บ่นว่าเดือนนี้จะหาเงินที่ไหนสักห้าพัน ท่านอาจารย์คิดไปว่า หลวงพ่อบวชมานานขนาดนี้ ยังคิดถึงเรื่องเงินอีกเหรอ พระผู้น้อยผู้เริ่มเคร่งครัดทั่วไปก็จะคิดได้ไม่ไกลกว่าที่ท่านอาจารย์จิตรกรคิดนัก กว่าจะเข้าใจ ก็โน่น เป็น เจ้าอาวาสเองนั่นแล คราวนี้ละ ค่าน้ำเอย ค่าไฟเอย ค่าเดินทางเอย ค่าซ่อมโน่น สร้างนี่ สุม รุม เข้ามาหา หากเป็นผู้มีบารมี มีวาสนา เรื่องเหล่านี้มันก็เป็น เรื่องเล็กๆ จ้างคนขับรถเดือนละครึ่งหมื่น ไว้ประ-จำวัดก็ยังไหว หรือมีบารมีมากกว่านั้น จะทำอะไร จะเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ญาติโยมจัดการ จัดหาให้หมด นั่งเครื่องบิน สะดวก สบาย ไม่มีโอกาสหรือจำเป็นต้องนั่งรถไฟ ให้มาเฟีย ขายไก่ย่างทำแสดงกริยา ท่าทางไม่สุภาพ เวลาพระ หลบไปนั่งที่ว่างๆ ที่ไม่ได้ใช่เตรียมไว้ให้พระ รถไฟ ที่รัฐบาลไปสร้างหนี้มาให้คนรากหญ้า พี่ป้าน้าอา นั่งฟรี
ย้อนกลับมาที่ผู้บารมีน้อย หรือยังเริ่มสร้างละทีนี้ จะทำอะไรทีหืดขึ้นคอ จะเดินทางไปไหนบางครั้ง โชคดีหน่อยมีโยมใจดีเป็นผู้ชายขับรถส่งไปให้ แต่ ปัญหาที่ตามมาก็คือไม่ค่อยจะอยู่ในโอวาทสักเท่าไร ส่งไปนะได้ แต่พระเผลอก็ไปเมา ไปเกเร ค่าใช้จ่าย ต่างๆ วัดต้องควักกระป๋อง ตู้บริจาคจ่ายเองหมด เงินเข้าวัดก็ยิ่งน้อยอยู่ เงินเหลือกลับมา หากบอก ให้จัดทำบัญชีให้ เพราะจะได้ทราบว่าใช้จ่ายไปเท่าไรเท่านั้นแลเป็น อันไม่ถูกกิเลสคนขับรถ อันนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้าจะให้ ประหยัดก็ไปกับโยมผู้หญิงซึ่งส่วนใหญ่มันใจบุญและดีใจที่ได้มีโอกาสไปกับพระ มาทั้งรถมาทั้งน้ำมัน ค่าขนม น้ำปานะ แถมด้วย เรื่อง จุกๆ จิกๆ แบบผู้หญิงให้พระหนุ่ม พระหลวงตา ที่ไม่เคย แต่งงานได้ศึกษาเรียนรู้ ไปถึงจุดหมายก็อยู่วัดปฏิบัติธรรม ไม่
เถลไถล นั่นคือส่วนดีทางเศรษฐกิจ แต่ส่วนเสียก็เริ่มตามมา เริ่มจากเสียงซุบซิบนินทา จากคนวัด จากพระเณร กระจายออกไปเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น
ก็เข้าใจอยู่ว่าสรรเสริญนินทาเป็นเรื่องของโลกธรรม แต่บางครั้งก็อด หวั่นไหว และสลดใจไม่ได้ สรุปว่าหากบารมีน้อย อยู่กับ ผู้ชายก็มีปัญหาอย่าง อยู่กับผู้-หญิงปัญหาก็มาอีกอย่าง อยู่กับ เด็กก็โดนตำหนินินทาเกิดไปหาไปอีกอย่าง ซึ่งพระและวัด จัดการอะไรได้ไม่มากนัก ต้นปัญหาหลักๆ ก็คือ "บารมี" อันเป็นที่มาของรายได้ นั่นเอง
แสนสุขสมบูรณ์พยายามทำ ก็คือ การช่วยลดรายจ่าย ช่วยเพิ่มราย- ได้ให้พระเณรท่านอยู่ได้อย่างสบายกว่าที่เป็นอยู่ ค่าใช้จ่ายของวัด บึงแสนสุขส่วนมากจะอยู่ที่ค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะจากเครื่องสูบน้ำ จึงตั้ง-ใจทำโครงการหาพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตไฟฟ้า โดยมีค่าใช้จ่าย ในระยะยาวน้อยที่สุดให้กับวัด ระยะแรกได้จัดการติดตั้งเครื่องตั้งเวลาเพื่อให้เครื่องสูบน้ำทำงานเฉพาะเวลาที่ไฟฟ้าราคาถูก ผลที่ ออกมาก็พอประหยัดไฟลงไปได้ บ้างเล็กน้อย เมื่อได้พิจารณาถึง ความเป็นไปได้ที่จะหาวิธีอื่นๆ ที่ให้ผลสูงสุด ก็พอดีได้ข่าวจากเว็บไซต์วัดอภัยคิรี ที่แคลิฟอร์เนีย อเมริกา www.abhayagiri.org ที่นั่นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสง-อาทิตย์ แล้วส่งเข้าไปที่สายส่งของการไฟฟ้า ตอนกลางคืนก็ใช้ไฟ-ฟ้าของการไฟฟ้า หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็หักลบกันกับหน่วยไฟฟ้า ที่ใช้ไป ด้วยวิธีนี้วัดก็ไม่เสียค่าไฟฟ้า และไม่ต้องดูแล แบตเตอร์รี่ เก็บไฟอีกด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่เหมาะกับเวลา และ จุดประสงค์ ของแสนสุขสมบูรณ์ จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อดูความเป็น ไปได้ ที่จะทำระบบใกล้เคียงกับวัดอภัยคิรี
เมื่อเริ่มถึงจุดนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องบารมีอีกเหมือนเดิม รัฐบาลไทยไม่ได้มีการสนับสนุนอะไรในเรื่องนี้มากนัก ติดต่อ ไปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ คำตอบก็คือ เงียบ ติดต่อไปยังมหาลัยใกล้เคียง คำตอบก็ไม่ต่างกัน คือ เงียบ ติดต่อบริษัทขายผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบรับดี แต่พอรู้ ว่ายังไม่มีงบประมาณ คำตอบต่อมาก็คือเงียบ การที่จะได้ คำตอบ ไม่ว่าจะเรื่องราคา หรือความรู้ จะต้องมีลูกเล่น มีเทคนิคถึงจะได้อะไรมานิดๆ นั่นแหละถึงเข้าใจว่าบารมีของเรา ยังต้องสร้างให้เพิ่มอีก จึงได้ติดต่อไปยัง ดร. เดเร็ค เอ็ดเดอร์ จากมหาวิทยาลัย Gothenburg สวีเดน เพื่อหาความเป็นได้ ที่ จะหาความสนับสนุนจากต่างประเทศ ผลที่ออกมาคือความรู้ ที่เพิ่มขึ้นว่าเทคโนโลยี่ไม่มีปัญหา ปัญหาของเราคือเรื่อง งบประมาณ
ทำไมต้องหาพลังงานทดแทน
85 % ของการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่นถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ในอีกสิบปี ข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแต่ความตื่นตัว ในการพัฒนาสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ของประเทศ กำลังพัฒนา อย่างไทยเรานับว่าค่อยข้างน้อย หากเปรียบเทียบกับ ประเทศในตะวันตกและแสกนดิเนเวียร์
การลดค่าใช้จ่ายเป็นเหตุหนึ่งของการหาพลังงานทดแทนมาใช้กับวัดก็จริง แต่สาเหตุที่แสนสุขสมบูรณ์ให้ความสำคัญ ยิ่งกว่านั่นก็ คือ การที่จะทำให้วัดเป็นแหล่งเล็กๆ ที่จะนำเสนอ ให้ความรู้ และเป็น ตัวอย่างในการให้มีการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดมลภาวะให้กับ โลก ให้กับชุมชนท้องถิ่น และในวงกว้างขึ้นไป ไปพร้อมๆ กับการ พัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย สะดวก สบาย ในการปฏิบัติธรรม ผ่อนคลายจากความวุ่นวาย ในชีวิต ประจำวันของชุมชนคนเมือง
“เย็น สงบ สัปายะ ปฏิบัติธรรมสบาย ค่าน้ำไฟเป็นศูนย์ ใน เวลา 3 ปี” นั่นคือสิ่งที่มองเห็นและเป็นได้ แต่ต้องอาศัยบารมี ของคนในกลุ่มรวมเข้าด้วยกัน สิ่งที่คิดว่าอยากทำได้มากที่สุดคือ วัดไม่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า ไม่ว่าจะด้วยการเปลี่ยนหลังคาพระอุโบสถ ให้เป็นกระเบื้องพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ มีกังหันผลิตไฟฟ้า ให้ เพียงพอใช้จ่ายภายในวัด หากจะถามว่าคุ้มค่าในการลงทุนหรือ เปล่า ก็คงต้องตอบว่า หากมองในเชิงธุรกิจ ก็ไม่คุ้ม แต่หากมอง ในเชิงเสริมบารมีทาน ก็เป็นเรื่องของการแปลงทุนให้เป็นบุญที่ คุ้มค่ายิ่งนัก เพราะอะไรหรือ เพราะว่าเป็น ธรรมเนียมแต่โบราณมา การทำบุญถวาย เทียน ประทีป โคมไฟ เพื่อให้แสงสว่าง ถือ กัน ว่าเป็นการสั่งสมความสว่าง เพื่อให้ เกิด ความสว่างของปัญญา ซึ่งนิยมปฏิบัติ กันมาจนเป็นประเพณี เมื่อความ-เจริญของโลกของสังคมเปลี่ยนไป เทียนและโคมไฟก็กลายไปเป็น หลอดไฟฟ้า ค่าไฟฟ้า จาก หลอดไฟฟ้าธรรมดาก็ เปลี่ยนไปเป็นหลอดประ-หยัดไฟเมื่อภาวะโลกร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อมนุษยโลก แสนสุขสมบูรณ์พยายามที่จะก้าวไปอีกระดับนึงนั่นคือถวาย แหล่งพลังงาน เพื่อแสงสว่าง ถวายเป็นสังฆทานแก่สงฆ์
เพราะการสนับสนุนจากภาครัฐไม่เหมือนในยุโรป หรืออเมริกา อีกทั้งราคาวัสดุอุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ทุกอย่างเกี่ยวกับไฟฟ้า พลังงานแสงทิตย์ หรือกังหันลมดูเป็นเหมือนว่าเป็น ของใหม่และ ไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งที่เป็นเรื่องธรรมดาของทางตะวันตก และ สแกนดิเนเวียร์ ซึ่งหลังคาโซล่าร์เซลล์หาดูได้ไม่ยาก กังหันผลิต- ไฟฟ้า ก็มีอยู่ทั่วไปจนเป็นที่ชินตา แต่กระนั้นหลายคนก็ยังอด สงสัยไม่ได้ว่ากังหันตั้งไว้ทั่วไป ว่าเขามีไว้เพื่อไร ทำแล้วจะคุ้มค่า หรือเปล่า ข้อดีมีอย่างไร ข้อเสียมีตรงไหน
โครงการจะดำเนินการอย่างไร
ในฐานะเด็กวัดกลุ่มเล็กๆ แม้จะเห็นความ เป็นไปได้และมั่นใจ แต่เราก็หาได้ประมาทไม่ จึงได้แบ่งโครงการออกเป็นสามระยะ เพื่อ เป็นการศึกษา และ ทดลองไปทีละขั้นจาก เล็กไปหาใหญ่ โดยแบ่งได้ดังนี้
ระยะแรก ผลิตไฟฟ้าสูบน้ำถวายเป็นสังฆ-ทานแก่วัดบึงแสนสุข นครราชสีมา
ราคาประมาณ 210,000 บาท
ระยะที่สอง ผลิตไฟฟ้าสูบน้ำถวายเป็น สังฆทานแก่วัดป่าไทยเจริญ บุรีรัมย์
ราคาประมาณ 210,000 บาท
ระยะที่สาม ผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอทำให้ ศาลาพระอุโบสถ มีอุณหภูมิเย็นสบาย เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมถวายเป็น สังฆทาน แก่วัดบึงแสนสุข นครราชสีมา ยังประมาณราคาไม่ได้
รายละเอียดโครงการระยะที่หนึ่ง
ผลิตไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำให้วัดบึงแสนสุข
วัดบึงแสนสุขมี
ระบบสูบน้ำใต้ดินจากบ่อลึก 100 เมตร
ระดับน้ำคืนตัวเต็มที่ 20 เมตร
วางเครื่องสูบไว้ที่ ระดับ30 เมตร
สูบขึ้นถังส่งความจุ 2,000 ลิตร สูง 13 เมตร
ส่งจ่ายทั่ววัดในพื้นที่ประมาณ 40 ไร่
ค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำประมาณเดือนละ 4,000 ถึง 6,000 บาท ซึ่งถือเป็นรายจ่ายหลักของวัด
หากเราสามารถหาเครื่องสูบน้ำที่ใช้พลังงานจากแสง
อาทิตย์หรือกังหันผลิตไฟฟ้ามาแทนได้นั่นก็หมาย-ความว่า เราถวายสังฆทาน เดือนละ 4,000 ถึง 6,000 บาท ไปอีกประมาณ 25 ปี เพราะอายุใช้งาน ของแผ่นผลิตไฟฟ้าประมาณ 25 ปี
รายละเอียดของโครงการระยะที่สอง และระยะที่สามจะนำเสนอเมื่อได้ทำ
โครงการ ระยะแรกสำเร็จแล้ว
เลือกกังหันผลิตไฟฟ้า หรือ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ดี
กังหันลมผลิตไฟฟ้า
ข้อดี: ผลิตไฟฟ้าได้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน, วัดป่าไทยเจริญ อยู่บนเนินเขามีกำลังลมที่ดี, ดูเด่น และสง่า ช่วยส่งเสริมความรู้สึก ถึงความสำนึกสาธา- รณะในเรื่องโลกร้อน
ข้อด้อย: วัดบึงแสนสุขเป็นที่ราบสูง มีแรงลมไม่สม่ำเสมอ, ไม่ทราบราคาจึงตัดสินใจไม่ได้ว่าคุ้มค่าที่หรือเปล่า, อาจจะมีเสียงรบกวน
วิธีแก้: ยังไม่ทราบเพราะยังไม่มีข้อมูล
ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
ข้อดี: ติดตั้ง ดูแลรักษาง่าย, ราคาระบบที่เหมาะสมที่จะทดแทน ระบบสูบน้ำเดิมได้ ราคาประมาณ 210,000 บาท, ไม่มีเสียงรบ กวน, สามารถติดตั้งแทนหลังคากระเบื้องได้ (ต้องใช้แผ่นผลิต ไฟฟ้าชนิดมุงหลังคา เช่น Sunslate), หากติดตั้งกับพื้นอาจเกิด ความเสี่ยงเรื่องขโมย
ข้อด้อย: ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลากลางวัน, วัดป่าไทยเจริญ อยู่ในเขตการระเบิดหิน อาจจะทำให้แผ่นผลิตไฟฟ้าเกิดความ เสียหายได้
วิธีแก้ไข: เพิ่มความจุถังเก็บน้ำ, วางระบบท่อส่งน้ำภายในวัด ใหม่เพื่อป้องกันการรั่วของน้ำ
โครงการระยะแรก และระยะที่สอง จะเป็นโครงการ ที่ใช้เพื่อ เป็นการศึกษา รวมทั้งเป็นสื่อโฆษณาให้เกิดความมั่นใจว่าโครง- การระยะที่สามสามารถทำได้ และได้รับผลคุ้มค่า หากทั้งสาม ระยะของโครงการนี้สำเร็จ วิสัยทัศน์ก็สำเร็จตามความมุ่งหมาย
งบประมาณมาจากไหน?
สำหรับเรื่องงบประมาณคงมาจาก เด็กวัด และผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ที่เห็นว่าโครงการ นี้เป็นโอกาสทำบุญสังฆทาน ถวายพลังงานและ
แสงสว่างแก่สงฆ์ แต่ไม่ประสงค์จะให้ เป็นการเรี่ยราย บอกบุญ แจกซอง
ทำไมต้องทำที่วัดบึงแสนสุข
แสนสุขสมบูรณ์กำเนิดขึ้นที่วัดบึงแสนสุข
เพื่อเป็นการตอบแทนวัดและอาจารย์
จึงพยามจะพัฒนาวัด ซึ่งเป็นวัดป่าตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชนใหญ่ ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 5 กิโลเมตร ให้เป็นวัดที่เหมาะแก่การ ปฏิบัติ เป็นแหล่งพักจิตใจกับคนในสังคมเมืองให้มากที่สุด พร้อมกับลดค่าใช้จ่ายในการดูแล บริหาร จัดการ ในระยะยาว ให้ลงให้เหลือน้อยที่สุด
สนใจร่วมโครงการ-ติดต่อสอบถาม
England
ยุพา มาลาศิลป์
mobile: +44 (0)7854 421853
อภินันท์(ปู) วรรณาวงษ์
mobile: +44 (0)7828 063979
mobile: +44 (0)7883 071299
Sunetra Sarabuddhi
email: moc.liamtoh|dnasdnanus#moc.liamtoh|dnasdnanus
mobile: +44 (0)7838 170814
Arom(noi) Kahan
email: moc.xobni|kion#moc.xobni|kion
Mobile: +44 (0)7906 370998
ประเทศไทย
ศิริลักษณ์ อุไรล้ำ
email:moc.liamg|noobmos.koosnas#moc.liamg|noobmos.koosnas
มือถือ: +66 (0)8 3031 7236
Switzerland
Soawalee Fässler
mobile: +41 (0)7975 08151
Sweden
Derek N. Eder
email: es.sujlnets|kered#es.sujlnets|kered
mobil: +46 (0)704 915 714
www.stenljus.se

ตอนที่ 8 รักษาศรัทธากันด้วยปัญญา
หลวงอานั่งมองทุกครั้งที่มีงานที่วัด โดยเฉพาะในวันสำ- คัญที่คนจะมาเยอะกว่าทุกวัน นั่งดูจนเป็นที่ชินตาว่าใน วันเช่นนี้จะมีคนที่ปกติก็ไม่ค่อยได้มาวัดแต่เห็นเป็นวัน สำคัญก็ตั้งใจจะมาทำบุญเอาฤกษ์ เอาชัยกับเขา เสียบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อคนเราไม่เคย ไม่คุ้น กับที่ไหน จะเดินจะเหิน จะลุกจะนั่ง ก้าวไปก้าวมาจะ รู้สึกประหม่า เขอะเขินไปเสียหมด โดยเฉพาะต้องมาวัดแล้วด้วย อาการก็ยิ่งจะแสดงชัดเจนขึ้นจนกลายเป็นเงอะงะ เก้ๆ กังๆ เก้งกาง จนเสียบุคลิค
นักทำบุญมือใหม่นี่มักจะมาช้ากว่าคนปกตินิดหน่อย หลวงอาไม่ทราบสาเหตุจริงๆ ว่าเพราะอะไร และก็ไม่ เคยถาม แต่เข้าใจด้วยสามัญสำนึกของอดีตคนห่างวัด และที่ฟังๆ คนเขาว่าต่อๆ กันมาว่า เหตุผลแรกก็คือ ตะวันมันขึ้นเช้าไป วันหยุดทั้งทีอยากจะพักผ่อน พระอา-ทิตย์กลับไม่ค่อยเป็นใจ ก็เลยได้ข้ออ้างเสริมเข้าไปว่า จะมาเช้าก็ไม่ทราบจะไปทำอะไรอยู่ตรงไหน ไปนั่ง อย่างไร คุยกับใคร จะไป ซี๊กกิ้ง ฟอร์ 'soul mate' รึ สาวๆ ก็ไม่ค่อยจะไปวัดเหมือนสมัยเก่าก่อนตอนโยมพ่อ เป็นวัยรุ่น เพิ่งมารู้ตอนบวชแล้วว่า สาวไหนหลงมาก็จะ ถูกยายๆ เขม่น จนอยู่ไม่ติดวัด เหตุผลประการต่อมา ก็ คิดว่าไปเช้านักพระก็บ่นเรื่องโน่นเรื่องนี้ หรือไม่ก็ ประกาศเรี่ยรายสร้างโน้นสร้างนี่ ทำบุญนั้นทำบุญนี้ ตังค์ทำบุญของคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างเราหรือก็ไม่
ค่อยจะมี ค่าเหล้าค่าบุรี่ ยังไม่ค่อยจะมีเหลือซื้อ จึงไม่ ค่อยจะอยากไปนั่งทนฟังนัก ก็เลยตัดสินใจว่าไปสาย สักนิดให้เขาทำอะไรกันให้เสร็จเสียก่อนเราค่อยไปแจม
ตอนท้ายๆ ให้ได้กรวดน้ำรับพร “เสสังมังคะลา กินข้าว กินปลา ยาจามิ” เป็นสังกะลี หรือเผื่อโชคดีคนได้คิว หน้าไม่โกยกับข้าวลงตระกร้าหมดก่อน ก็จะได้ห่อขนง- ขนม ต้มเปรี้ยวแกงจืดติดปิ่นโตกลับบ้านประหยัดค่า กับข้าวมีตังค์เหลือไว้ซื้อบุหรี่อีกซอง เหตุผลอีกประการ นะหรือ จะเอาเรื่องหน้าตาดีๆ หล่อๆ ไปวัดเช้าๆ เป็น เกณฑ์ชักจูง ผลักดันและตัดสินให้ไปนะก็คงไม่เข้าข่ายอีก จะสาธยายว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็อายกระจก ตอกย้ำปม ให้ตกด้อยต่ำลงไปอีก สรุปว่าไปวัดสายๆ นั่นแลเหมาะ กับสถานะทั้งทางสังคม การงาน และศรัทธาแล้ว
เหตุผลที่ยกมานั่นเป็นส่วนหนึ่งของเหตุไปวัดสายทั้งจากประสบการณ์ตรงและได้ยินได้ฟังมา ส่วนนักทำบุญมือ ใหม่ท่านอื่นๆ อาจจะมีเหตุผลที่แตกต่างในรายละเอียด ปลีกย่อย แต่คงพอสามารถ categorize ให้อยู่ใน category เดียวกันได้ จะให้คำจำกัดความว่าเป็น
นักบุญมือใหม่ หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก
ก็เพราะไม่ค่อยได้คุ้นกับวัดแม้จะเกิดมาเป็นได้รับประ-ทับตราใน Census สำมะโนครัวว่านับถือพุทธศาสนา เรื่องวัดๆ วาๆ
ศาสนง ศาสนาก็เลยไม่รู้จำได้แต่ว่า ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็เลยติดมาความ ประหม่า ความกลัว ไม่ว่าจะเป็นศาลตามถนน ต้นไม้ รูปปั้นอะไรดูขลังๆ รวมไปถึงพระ รวมไปถึงวัด ไหว้ได้ ก็ไหว้ก่อน แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือควรจะทำอย่างไร เพราะ ประหม่ากลัวอย่างนั้นก็จึงมาสายๆ แล้วย่องๆ เข้าด้าน หลังศาลา ใจนึงก็อยากจะไปถวายกับมือและต่อหน้า ท่านพระอธิการเจ้าอวาส แต่มองดูของบนโต๊ะ และ ในถาด เปรียบเทียบกับของในปิ่นโต ตระกร้าเราก็ถอด ใจ เพราะความละเอียดประณีตมันสู้ของผู้พัน ผู้หมวด คุณหญิงคุณนายเขาไม่ได้ ครั้นจะไปยกถวายพระท่านก็ ดูจะเป็นจุดเด่นเกินไป ขามันสั่น ก็เลยถ่อมเพราะจนด้วย เหตุผล ยกปิ่นโตและถุงก๊อบแก๊บกับข้าวขึ้นหัวไป อธิฐาน เจ้ากรรมนายเวร นิพงนิพานตามแต่จะนึกได้ นึกทัน เสร็จแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาจะวางตรงไหนดี เอาล่ะ ตรงนี้ละน๊ะคงไม่เป็นไร…..
“อย่า….!” เสียงคนตะโกนมาดังลั่น ในความรู้สึกว่าดัง ชัดเจนกว่าไมค์โครโฟน จากเครื่องเสียงอู้อี้ อ้อแอ้ ของวัดนิดหน่อย
โอ๊ยโหย๋…ต๊กกะใจ นึกว่าใครจะ ก่อฆาตกรรม หรือกำลังสร้าง เหตุเภทภัยใหญ่หลวง เป็น ผู้ก่อการร้ายในวัด จึงหันไปดูก็ เห็นคนแต่งตัวเหมือนผู้ทรง-ศีล ชุดเหลืองบ้าง ชุดขาวบ้าง แล้วแต่กรณี จ้องตาขมึงตึง มา ทางเรานี้ ไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้ คิดว่าตัวทำอะไรผิด จึงหันซ้าย แลขวา เอ๋…ก็มีเราอยู่คนเดียว อยู่ตรงนี้ เขาตะโกนห้ามเรานี่ หว่า เราก่อคดีอะไรหวา? เสียง กำชับดุๆ แข็งๆ ทื่อๆ ทับซ้อน เสียงตะโกนฟ้าผ่าเมื่อกี้มาอีกว่า “พระรับประเคนแล้วห้ามจับ” แต่ได้ยินว่า “พระรับประเคน แล้วห้ามจับ ไม่รู้รึ ไงห๋า บื้อ จริงๆ” หรือบางครั้งก็คำ สุภาพกว่านี้แต่เพราะแสดง
อาการหัวเสีย และกริยา ท่า- ทางที่ไม่เป็นมิตรจนถึงขนาดว่ามาแย่งกับข้าวไปจากมือเรา พร้อมกับให้ความรู้ ที่เรายัง ตั้งตัวรับไม่ทัน เรื่องวัด เรื่องพระ ฉอด ๆ ๆ ก็มี รวมทั้ง คนที่ได้ยินก็หันมาจ้องเราเป็นตาเดียวกัน
ผลที่เกิดกับนักทำบุญมือใหม่นะหรือ หน้าซีด ขาสั่น ปาก สั่น มือไม้เย็นเฉียบ ดีนะหัวใจไม่วายตายเสียก่อน ก็เพราะ ก่อนจะมาก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าประหม่าๆ กล้าๆ กลัวๆ แต่ตั้งใจจะทำดีสักวัน เจอแบบนี้เข้าไปนึกเสียดาย “ไม่นามาวัดเลยกู” บ่นกับตัวเองในใจเลยไม่มีใครรู้ว่าคำว่า “กู” มันไม่สุภาพ ฝืนใจยิ้มแหยๆ ยอมรับชะตากรรม วาง อาหารเสร็จ เดินขาขัดๆ เป๋ ๆ ออกจากศาลา กลับบ้าน จะ อยู่รับพรก็อายคน เพราะเมื่อกี้คนจ้องมาทางเราหมดเลย ก็เลยต้องจำใจกลับก่อนแต่ในใจคิดว่า “ดุหนูทำไม” “ความดีคนดีทำง่าย คนชั่วทำยาก เรานี่มันชั่วจริงๆ จะทำดีทั้งที ซวยแต่เช้าเลย” “กูไม่มาอีกแล้วัดนี้” คิดในลักษณะนี้หรือใกล้เคียงสุดแล้วแต่ความรุนแรงของ อารมณ์กระทบ หรือผลสะท้อนตอบรับ
นั่นคือสิ่งที่หลวงอานั่งมอง มองมาตั้งแต่วัดบึงแสนสุข มองข้ามจังหวัดไปอุบลวัดป่านานาชาติ วัดหนองป่าพง ข้าม ประเทศข้ามทวีปไปถึงวัดอมราวดี เหตุการณ์ลักษณะ อย่างนี้ก็มีให้เห็นได้ไม่เคยขาด หากใครเจอเหตุการณ์อย่าง นี้กับตัวเองก็ให้ทราบว่าเราเคยประสบเคราะห์กรรมอันเดียวกัน จึงอย่าเพิ่งไปตีโพยตีพายเกลียดวัด เกลียดพระ เกลียดเจ้า หรือเสียใจเปลี่ยนศาสนาไปเลย
หลวงอาเคยพยายามแก้ไขมาหลายรอบ ไม่ว่าจะด้วยการ เทศน์ การบอก การอธิบาย รวมไปถึงการดุ เรื่องเหล่านี้ หลวงอาดุเก่งกว่าหลวงตามอด หากใครไม่เคยได้ยิน ก็ แสดงว่ามาวัดแล้วไม่เคยฟังหลวงอาเทศน์

หลวงอาดุ และอธิบายว่าอย่างไรนะหรือ จะยกตัวอย่าง จากบุพสิกขาวรรณา ของพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) เป็นผู้รจนาขึ้น ท้ายหนังสือบอกไว้ว่า เสร็จทั้งหมดในปีวอก พุทธศักราช 2403 นับเป็นปีรัชกาลที่ 10 ในรัชกาลที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นตำราในพระพุทธศาสนาชั้นอรรถกถา ว่าด้วย วิธีประเคน บางส่วนให้ฟัง ท่านกล่าวไว้ตอนนึงว่า “ถ้าแลบาตรวางอยู่บน เชิงบาตร ไม่มีอาลัยบอกให้ สามเณรถือเอาแล้ว พึงรับประเคนเสียใหม่ ถ้ามีอา-ลัยอยู่วางบาตรไว้บนเชิงบาตร บอกให้สามเณรว่า จงถือเอาขนมหรือข้าวสุกแต่บาตรนั้น สามเณรล้าง มือแล้วแม้ถือเอาสักร้อยครั้ง ถ้าหยิบลงในบาตรตน มือไม่ถูกข้าวสุกในบาตรตนเลย กิจซึ่งจะรับประเคน อีกไม่มี”
จากตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภิกษุให้ข้าวใน บาตรแก่สามเณร สามเณรล้วงเอาข้าวออกไป ส่วนที่ สามเณรเอาไปนั้น เป็นของสามเณร ส่วนที่เหลือในบาตร ยังเป็นของภิกษุอยู่ ไม่ต้องประเคนใหม่ แต่หากมีข้าวร่วง จากมือสามเณรลงมาในบาตรพระภิกษุ ให้พึงประเคนใหม่ เพราะข้าวที่สามเณรหยิบขึ้นไปแล้วเป็นของสามเณร สรุป ให้ได้ใจความเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ตามพระวินัยแล้ว สิ่งใหนที่ ประเคนให้พระแล้ว พระยังไม่สละ หรือละความเป็น เจ้าของ สิ่งนั้นยังไม่ขาดประเคนแม้จะมีใครมาหยิบมาจับ มาต้องก็ตาม
ตามธรรมเนียมวัดป่าของที่ประเคนแล้วท่านไม่ให้จับอีก เพราะให้เกิดความชัดเจน สิ่งไหนประเคนแล้ว สิ่งไหนยัง ไม่ประเคน ส่วนหนึ่งเพื่อกันว่าพระจะไปหยิบเอาของที่ ญาติโยมยังไม่ได้ประเคนมาใช้ มาฉัน เพราะบางครั้งโยม นำมาวางไว้ตั้งใจจะถวายพระเถระ หรือครูบาอาจารย์ ที่เขาศรัทธา แต่พระอื่น หยิบไปใช้ เสียก่อนทำให้เขาเสีย ศรัทธาได้
การที่โยมเอาของมาวาง โดยไม่ได้ประเคน เราเห็นว่าเป็น ชิ้นไหน เวลาพระมาตักอาหารเราประเคนให้ใหม่ก็ได้ การไปดุ ไปไล่ คนมาใหม่ที่ตั้งใจมาทำบุญ ไม่ได้เกิด ประโยชน์อะไร ทั้งตัวเราเอง ทั้งคนทำตั้งใจมาทำบุญ ไม่เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อวัดและพระเณร คนที่โดน ตำหนิมากที่สุดก็คือหัวหน้าคณะหรือเจ้าอาวาส เพราะไม่ว่า ใครจะทำอะไรในวัด หากไม่ถูกใจ หรือไม่พอใจ คนแรก ที่ถูกตำหนิคือหัวแถว อันนี้รวมไปถึงหมาแมวที่อยู่ใน วัดด้วย
หลวงอาอธิบายในลักษณะอย่างที้ แต่ว่าความพยายาม ไม่ค่อยจะได้ผลในทางบวก จนทำให้รู้สึกว่า มันแก้มัน เหลือวิสัยที่จะแก้ได้ ทำให้คิดไปอีกว่าคนเราเชื่ออะไร ยึดอะไรแล้ว มันเปลี่ยนยาก โดยเฉพาะอายุมากขึ้น เป็นไม้แก่ ยิ่งดัดยาก
การประเคนอาหารพระของแต่ละประเทศ แต่ละประเพณี ก็ถือต่างๆ กัน ในบุพสิกขาวรรณาท่านกล่าวไว้ว่า การประเคนต้องพร้อมด้วยองค์ 5 จึงขึ้น(ใช้ได้)
1.ถามชฺ ฌิมสฺส ปุริสสฺส อุจฺจารณมตฺตํ โหติ ของพอมัชฌิมบุรุษยกขึ้นได้
2.หตฺถปาโส ปญฺญายติ หัตถบาสปรากฏ
3.อภิหาโร ปญฺญายติ น้อมเข้ามาเฉพาะปรากฏ
4.เทโว วา มนุสฺโส วา ติรจฺฉานคโต วา เทติ เทวดาหรือมนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉานประเคนให้
5.ตํ ปน ภิกฺขุ กาเยน วา กายปฏิพทฺเธน วา ปฏิคฺคณฺหาติ
ภิกษุรับของนั้นด้วย กายหรือ หรือด้วยของเนื่องด้วยกาย
รับประเคนพร้อมด้วย องค์ 5 นี้จึ่งขึ้น หรือถูกต้องตาม องค์ประเคน
ตามธรรมเนียมไทยพระต้องจะรับจากภาชนะอาหารจากมือสีกา โยมผู้หญิงไม่ได้ ต้องใช้ผ้ารับ แต่ธรรมเนียมศรีลังกา ซึ่งพระไทยเราไปรับพุทธศาสนาต่อมาเป็นลังกาวงศ์ การ รับประเคนด้วยผ้าไม่มีปฏิบัติกัน หากใครเคยรับประเคน อาหารจากโยมผู้หญิงศรีลังกาแล้วจะขำ ตัวอย่างว่า โยมผู้-หญิงยกหม้อแกง พระก็เอาผ้าวางรับ โยมก็วางหม้อแกง พระก็ดึงผ้าออก แต่เพราะหม้อแกงมันหนัก ก็เลยดึงยาก นิดหน่อย ยังไม่ทันจะดึงผ้าออกได้ โยมก็ช่วยยกหม้อ ที่เพิ่งประเคนเพื่อช่วยให้พระยกง่ายขึ้น พระก็บอกว่า “That's fine, ok…ok…no problemไม่เป็นไร โอเค โอเค โนพรอมแพม (ไม่ต้องช่วยยกน๊ะ)” โยมก็ปล่อยมือ โดยเฉพาะเวลาที่บอกให้โยมปล่อยมือ โยมจะปล่อย แล้ว ยกมือออกห่างๆ หม้อแกง ท่าทางเหมือนคนยกมือยอมแพ้ พระก็เริ่มดึงผ้าต่อ มันก็ดึงยากเหมือน
เดิม เพราะมันหนักนี่ โยมก็ช่วยพระด้วย
การยกหม้อแกงนั้น
อีก… ยึดๆ ยื้อๆ ยึกๆ ยักๆ กันอยู่อย่างนี้ สรุปว่าเพื่อตัดปัญหาพระจับ หม้อแกงไว้ ถึงโยมสีกาจะจับไว้
อีกข้างแต่ก็ยกหม้อ
แกงไม่ได้อีกแล้ว เห็นแล้วอดขำไม่ได้ จะเอาเคร่งให้ถูกประเพณี ก็ดึงๆ ยกๆ ไม่จบกันเสียที
โยมศรีลังกานี่พอ negotiate พูดคุย กันได้ เหตุการณ์จะ ยิ่งเลวร้ายถ้าจะให้ โยมสีกาฝรั่งประเคนอย่างถูกต้องตามทำ
เนียมไทยนี่บางครั้งเกลียดขี้หน้ากันไปเลย บางคนถามว่าผู้หญิงสกปรกนักหรือ ต้องเอาผ้ารับ บางคนก็เอาไปพูดล้อ ว่าพระเก็บกดอารมณ์ทางเพศมาก แล้วเห็นผู้หญิง ใกล้ผู้หญิง แล้วควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้ เขามองไปอีกด้าน คนละด้านกับเรา
พระพุทธศาสนาที่ ชาวโลกทั่วไปรู้จักจะเป็นของธิเบต จากองค์ธะไลลามะ เสียมากกว่าซึ่งธรรมเนียมของ ทางธิเบต นักบวชไม่ห่างจากญาติโยมเหมือนธรรมเนียม เถรวาทแบบไทยๆ ภาพองค์ ธะไลลามะรับไหว้ โยม ผู้หญิง ด้วยการกุมมือผู้หญิง จะเห็นอยู่ทั่วไป
สรุปเรื่องการประเคนนี้ว่า จะเห็นใครผิด จะเห็นใครถูก ก็ดูเอาพอประมาณ อย่าเอาเป็นเรื่องพาลให้อารมณ์เรา และ ผู้ใหม่ต่อวัดเกิดความขุ่นเคือง การพูดการเตือน คนอื่นด้วยคำ และกริยาที่ออกมาจากความขุ่นข้อง ในจิตของเรา ไม่เคยให้ผลดี ทั้งต่อตัวเราเอง และ ต่อ ผู้รับ เพราะผลมันจะตกไปอยู่ที่เจ้าอาวาส และ หัวหน้า คณะสงฆ์ ให้คิดเสมอว่า ข้าวปลาอาหาร ข้าวของเครื่อง ใช้ที่คนมีศรัทธานำมาให้ นั้นหามาด้วยความยากลำบาก หามาแล้วกว่าจะตัดสิน ใจให้ได้มันไม่ง่ายเลย แต่ตาม ธรรมชาติของจิตคนทั่วไป คนที่ไม่ค่อยได้ให้จะบ่น เสมอว่าของที่เขาให้มา หรือจัด ไว้ให้มีไม่พอ ซึ่งแตกต่าง จากคนที่ชอบให้ ซึ่งกลัวแต่ว่า ของที่เราให้ไปจะไม่หมด คิดถึงหัวอกเขาหัวอกเรา รักษาศรัทธากันไว้ รักษากิเลส กันไว้ เพราะกิเลสมันเป็น ของเน่าของเหม็น มันเป็น เหมือนไฟ ถ้าใช้มันเป็นมันก็ไม่ต่างจากปุ๋ยคุณภาพดีๆ ที่ทำให้ต้นผัก กอไม้เจริญเติบโต เป็นเหมือนไฟ ที่ให้ ความอุบอุ่น ให้โลกภายใน โลกภายนอกเป็นอยู่ได้
เป็นพระสงฆ์ เป็นคนวัดคนวา การวางตัวนั้นไม่ง่าย คนเคร่งครัดโดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้าใจธรรมะใหม่ๆ หรือโจรกลับใจ ก็อยากจะเห็นพระ เห็นคนวัดเป็น เหมือนในตำราที่เคยอ่านมาในหนังสือ ใจดี มีเมตตา สง่างาม อาจารย์ของเรา การปฏิบัติแบบเรา ถูกต้อง ไปหมด บางคนรู้ด้วยว่าพระองค์ไหน เป็นหรือไม่เป็น พระอรหันต์ คนทุกข์คนมีปัญหา ก็อยากเห็นพระเป็น กันเองเข้าถึงได้ สุภาษิตของคนโคราชที่หลวงอาจำได้จากโยมพ่อมีใจความว่า “แกงหม้อใหญ่ มันไม่ถูกปากทุกคน” การฏิบัติเหล่านี้ยังนับว่าเป็นมรรคหรือทางเดิน จุดหมายปลายทาง ที่เรามุ่งหวังมันยังมี ระยะทาง อีกพอสมควร อย่าถือเคร่งเอาเสียจนเครียด หลายองค์ หลายคน เข้าใจว่าจะให้เคร่งแล้วไม่เครียด ซึ่งนับว่าเป็น แนวความคิดที่ดี แต่วิธีที่จะให้เป็น ให้ถึงนั้นไม่ง่ายนัก เพราะพอเราเคร่ง ก็เริ่มตัดสินว่าคนอื่นหย่อน และรอ จับผิดคนอื่นไปเสีย ทั้งที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ จะคิดอะไร จะทำอะไร จะพูดอะไร ให้คิดให้ถี่ถ้วนก่อนเสมอว่า ตอนที่เรายังใหม่เราเคยเป็นอย่างไร หากเราเป็นพระ- อริยเจ้า เป็นพระอรหันต์เสียกันทุกคนแล้ว ปัญหา จุกจิกเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้นเป็นแน่ ถ้าไม่พิจารณา อย่าง รอบครอบ เราจะกลายเป็นคนดีที่ไม่มีใครต้องการ ดีคนเดียวจริงๆ น่าสงสาร หรือน่าสมเพชดี
มุมที่ลืมมอง
โดย ตาดี
ตอน ฝันขม
แสนสุขสวัสดี…….. ท่านผู้อ่านทุกท่าน ข้าน้อยฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยลุกขึ้นมาเขียนอะไร จนวันนี้ข้าน้อยได้ขอโอกาสหลวงอาคง มาเล่าเรื่องชีวิตบางส่วนของคนไทยในอังกฤษ บางมุมที่ท่านไม่เคยรู้ มีทั้งเศร้า เหงา ทุกข์ หรือ หัวเราะทั้งน้ำตา แบบถุย! ชีวิต หรือถ้าสุขก็ต้องแบบ สุดยอด!ชีวิต คน ที่มาที่นี่มีหลายกลุ่ม ไม่ว่านักเรียนจริงหรือนักเรียนปลอม ตามคู่สมรสมา มาเที่ยวแล้วกลับจริงหรือโดดทำงานต่อ แต่งงานกับฝรั่ง มาทำธุรกิจ มากมายล้านแปดเหตุผล ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่คนที่ไม่เคยมาอังกฤษจะคิดว่า อังกฤษเป็นเมืองผู้ดี บ้านเมืองสะอาด สะอ้าน ชีวิตสวยหรู ทำงานได้ค่าแรงเยอะแยะ แต่งตัวดี แต่พอมาแล้ว อยากจะร้องไห้กลับบ้าน
ดังเรื่องของน้องเหม่เม๋ สาวน้อยวัยยี่สิบต้นๆที่ครอบครัวฝากความหวังในมาขุดทองในลอนดอน โดยหารู้ไม่ว่า ทองมันโดนขุดไปเยอะแล้ว ไอ้ที่มีอยู่ก็ต้องแย่งกับชาวบ้านอีกนับหมื่น และที่สำคัญต้องเอาเครื่องมือมาบ้าง(พูดอังกฤษได้มีทุนสำรองมีความสามารถ และทน-อดและอดทนได้ดี) เหม่เม๋เป็นเด็กบ้านนอกแต่ก็เรียนจบปริญญาที่มาอังกฤษเพราะครอบครัวมีหนี้สินก้อนใหญ่ มองทางไหนก็ไม่รู้ว่าจะปลดหนี้ได้อย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่งคนในหมู่บ้านของเธอที่มาทำงานที่อังกฤษ กลับไปเยี่ยมบ้านและโม้ว่าเดือนหนึ่งหาเงินได้ห้าหมื่นกว่า ตามเรทหนึ่งปอร์น เท่ากับ 55 บาท (แต่ก็ไม่ได้เล่าว่า ต้องทำงานหนักเหมือนเจ้าทุย ค่าห้องเช่าที่เล็กเท่ารูหนูเดือนละ เกือบสามหมื่น ค่าเดินทางอีกเดือนละห้าพันกว่า ค่าอาหาร ค่าโน้นนี้ ก็ตกเกือบสี่หมื่นกว่า) มันทำให้ครอบครัวของเหม่เม๋คิดว่า ถ้าไปกู้เงินเขามาส่งให้ลูกสาวไปหางานทำที่อังกฤษแล้วจะได้ปลดหนี้เปลื้อง ทุกข์ได้ เจ้านี่โชคดีที่ มาวีซ่านักเรียนและวีซ่าผ่านฉลุย แล้วเจ้าก็ฝันหวานต่อไปว่า อีกไม่นานก็คงหมดหนี้
ท่านอยากทราบไหมว่า พอเม๋มาถึงที่โรงเรียนสอนภาษา ทำให้รู้ว่า โดนฟันค่านายหน้าจากเอเย่นที่เมืองไทยเป็นแสนค่ารถ ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน แพงมหาศาล เงินที่เหลือก็ใกล้จะหมด งานก็ยังหาไม่ได้ แม้ว่าจะสมัครงานไปหลายสิบที่ก็ยังไม่มีใครเรียกไปทำงาน ฝันหวานที่เคยคิดกลับกลายเป็นฝันขมไปเสียแล้ว โชคยังมีที่มาเจอพี่จันทร์ พี่ดอกไม้ และเพื่อนๆของแก พี่ทั้งสองเหมือนนางฟ้าบนดินเพราะเป็นคนใจดี ใจบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและชอบปฎิบัติธรรม ทั้งสองก็ช่วยกันหัดให้เหม่เม๋ นวดแผนไทยแบบฝรั่ง ถ่ายทอดกันชนิด หมดเปลือก และช่วยกันหางาน ทั้งผลักและดัน จนพอหางานได้บ้างแต่ก็ยังไม่มีงานประจำ ถึงแม้ว่าร้านนวดที่มีเป็นดอกเห็ดในลอนดอน มาจะสองเดือนแล้ว ยังไม่มีงานสำหรับเหม่เม๋ ก็เพราะคนที่คิดมาขุดทองแบบเธอมีเป็นพัน เป็นหมื่นคน งานมันก็เลยไม่พอกับคน แม้ว่าเพื่อนๆ ของพี่ทั้งสองช่วยจ้างให้เหม่เม๋ไปทำความสะอาดบ้านบ้าง เป็นพี่เลี้ยงเด็กบ้าง อย่างนั้น รายได้ก็เกือบจะไม่พอกับรายจ่าย ไหนจะต้องเก็บเงินต่อวีซ่า เรื่องส่งเงินกลับบ้านตัดทิ้งไปได้เลย นอนร้องไห้เกือบทุกวัน
ข้าน้อยก็เช่นกัน วันนี้ก็สิบปีแล้วที่มาอยู่อังกฤษ ผ่าน มาแล้วทุกรสชาติ น้ำตาเช็ดสองหัวเข่า หัวเราะจนพุงกระเพื่อม ทำงานตั้งแต่ ขัดกระได ไขรูส้วม ลอกท่อ แม่ครัว แม่ค้า หมอนวด คนสวน สารพัดที่จะทำได้ ท้อแต่ก็ไม่กล้าถอย เพราะถ้าถอยก็อาจตกเหวได้ ยังดีที่ได้กัลยาณมิตรที่ดีหลายคน ได้ไปวัด ได้ข้อคิดจากหลวงอาคง ผ่านช่วงขาลงมาด้วย ธรรมะของพระพุทธองค์ อยาก ฝากข้อคิดสำหรับท่านผู้อ่าน ที่อยู่เมืองไทยในภาวะเศรษฐกิจ ตกสะเก็ดและอยากมาทำงานเมืองนอก ให้ท่านคิดให้ดีๆ หาข้อมูลให้มากๆ ถามตัวเองว่าท่านพร้อมหรือไม่ มีเครื่องมือขุดทองอะไรบ้าง เช่น สื่อสารขั้นพื้นฐานได้ไหม ถ้าภาษาดี ทำงานได้หลายอย่าง มีประกาศนียบัตรนวด หรือ ความสามารถพิเศษอื่นๆ ที่แตกต่างจากคนอื่น แกะสลักผักผลไม้ มีความอดทนแค่ไหน อัธยาศัยเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่า อะไรก็ไม่เป็น ก็จบข่าว จะไปตายเอาดาบหน้า อาจจะตายจริงๆได้ หรือจะมาหารักแท้กับฝรั่ง พวกหลอกลวงก็มีไม่น้อย ท่านอาจจะโดนหลอก ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย จะไปหวังพึ่งใครก็ไม่ได้เพราะทุกคนก็ต้องดิ้นรนทั้งนั้น ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน มองให้หลายมุม ไม่งั้น ฝันหวานของท่านอาจจะเป็นฝันขม กับมุมที่ลืมมอง
——













